Monday, March 17, 2014

ญี่ปุ่นคิดได้ไง ตอนพิเศษสั้นๆ แผ่นหนังDVDไทยแลนด์ ชนโรงภาพยนตร์เจแปน


ญี่ปุ่นคิดได้ไง ตอนพิเศษสั้นๆ แผ่นหนังDVDไทยแลนด์ ชนโรงภาพยนตร์เจแปน 

ช่วงนี้นางสุโดว์และนายสุโดว์รักกันนั่งดูหนังที่บ้านด้วยกันแทบทุกวัน
.
.
.
อ่อ คือ นายสุโดว์เขาอัดวีดีโอไว้ แล้วฮาร์ดดีสเมโมรี่มันเต็ม
ต้องรีบดูแล้วลบทิ้ง
เป็นระบบ ดูได้ครั้งเดียว ไม่มีนโยบายซื้อฮาร์ดดีสที่เยอะไปกว่านี้
แล้วแบบ หนังHollywood ภาคญี่ปุ่นอ่ะ
เฮียไม่ยอมเปลี่ยนเป็นภาคอังกฤษ ซับเจแปนนีส
เฮียจะฟังเสียงญี่ปุ่น

เหมือนดูหนังตังวันศุกร์ แล้ว ทอมครูซพูดไทยอ่ะ
แล้วอาทิตย์ต่อไป เฉินหลง เสียงเดียวกับทอมครูซอ่ะ
เซ็ง

พอดีช่วงนี้เฮียเพิ่งกลับมาฮิตดูหนัง
เนื่องจาก เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก
นันทิชาชวนโทโมะไปดู Mighty Thor
(อย่าเพิ่งงง ที่เจแปนเรียกอย่างงี้ ไมตี้ ซอ---)
(Thor : The Dark world อ่ะแหละ)
(อย่าเพิ่งงงอีกรอบ)
(ที่เจแปน Thor เพิ่งเข้าเดือนกุมภาพันธ์)
จะช้าไปไหนวะ
ที่ไทยออก DVDแล้วนะเฟ้ย ประเทศแสนเจริญสุดๆ
มีชินคันเซ็น วิ่งเร็วโคตรๆ นี่ออกรุ่นใหม่วิ่งเร็วกว่าเดิมอีก
แต่หนัง Hollywood ดันมาโคตรช้า
รอจนลืมไปว่า ที่บ้านจะส่งDVD มาให้ดู
กลับมาบ้านปุ๊ป ได้DVDมาดูอีกรอบพอดี

การ์ตูน Disney เรื่องน้ำแข็งอ่ะ Frozen อ่ะ
เขาได้ออสก้ากันจนประเทศอื่นฉลองเอามาฉายในโรงหนังซ้ำกันอีกรอบ
เจแปนเพิ่งเข้าโรงหนังเมื่อ 14มีนาคมที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าฟิล์มมันส่งเรือมาจากอเมริกาหรืออะไร
คนญี่ปุ่นเพิ่งจะรู้จักนะ Let it Go

กลับเข้าเรื่องต่อ
ตอนแรกเฮียไม่อยากดู อ้างว่า ภาค1ไม่ได้ดู ไม่ต่อเนื่อง
Avengers ก็ไม่ได้ดู ไม่เข้าใจ
เดี๋ยวต้องไปนั่งดู iron man ตั้งแต่ภาค1 จะได้เข้าใจ
.
.
เรื่องมันไม่ได้เชื่อมกันขนาดนั้นนนนนนนน
เฮียก็เว่อร์ไป
ปล. iron man ที่เจแปนออกเสียงว่า "ไอ อัน มัน"
ฟังตอนแรกนึกว่าตัวละครใหม่คู่แข่ง อังปังแมน
(เซ็งมะ)

หนังจบปุ๊ป ออกจากโรงปั๊ป
ถามไม่หยุด เรื่องก่อนหน้านี้มันเป็นยังไง ไม่ได้แระ ต้องรีบไปเช่าภาค1มาดู
ต้องเช่า Avengers ด้วย หน่วยชีลคืออะไร ต้องรู้!
ทีงี้หละตื่นเต้น

เฮียตื่นเต้น ถึงจุดพีค
ตั้งชื่อเล่นให้ตัวเองเรียบร้อย เป็นโทโมะฮิโระ เวอร์ชั่น Hollywood โกอินเตอร์เนชั่นแนว
เป็น
.
.
.
.
โทโมะครูซ

ส่วนคุณนาย แนน ได้ชื่อเล่นใหม่เป็น "แนนตาลี"
.

.

.

.
พิมพ์เองยังกริบเอง
ที่เจแปน ออกเสียสุดหล่อ ทอมครูซ เป็น "โทมุ คุรูสสสสสสุ"
เฮียเลยปิ้งไอเดีย
เปลี่ยนร่างเป็น โทโมะครูซ
น่ารักมะ โทโมะ

Monday, March 10, 2014

ญี่ปุ่นคิดได้ไง vol.5 ตอนโรงพยาบาลปิดวันเสาร์อาทิตย์และนักขัตฤกษ์


ญี่ปุ่นคิดได้ไง vol.5 ตอนโรงพยาบาลปิดวันเสาร์อาทิตย์และนักขัตฤกษ์


มันเป็นความจริง
จริงๆนะ
มีน้อยยยยยยยมากที่เปิด
อย่างมากก็ เปิดรับลงทะเบียนแค่ช่วงเช้าวันเสาร์
(แถวเกียวโตมี นันทิชาเคยไปหา)
แต่อาทิตย์กริบแน่นอน
ใครมาเรียนต่อญี่ปุ่น ห้ามป่วยเสาร์อาทิตย์นะ ผิด
ใครมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วป่วยอยากจะไปหาหมอ
ถามไกด์ หรือถามเพื่อนญี่ปุ่นเรื่องโรงพยาบาลไหนดี กูป่วยต้องการพบแพทย์
ที่พวกเขางงๆอ้ำอึ้ง ไม่ใช่ว่าแล้งน้ำใจหรืออะไร
พวกเขาไม่รู้จริงๆ หายาก
อยากไปเดี๋ยวนั้น มีวิธีเดียว เร็วด้วย เรียกรถพยาบาล

นันทิชาคาใจข้างในลึกๆมานานแระ เลยถามคุณสามีไปว่า คิดได้ไงระบบนี้
โทโมะอ้างมาว่า
มีเป็นนโยบายกระจายคนไข้สู่คลีนิค โรงบาลเล็กๆ จะได้รักษากันทัน คนไม่กระจุกอยู่โรงพยาบาลใหญ่ๆ
อืมมมมมม
คิดได้ แนวคิดดี
ถ้านันทิชาแค่เป็นหวัด นันทิชาก็ไปแค่คลินิคปากซอย จุดนี้ไม่แคร์
แต่ถ้ากูไอเป็นเลือด หายใจไม่ออก หัวใจเต้นผิดปกติ คลินิคปากซอยกูไม่ไปป่าววะ

และโรงพยาบาลใหญ่ๆ ไปครั้งแรกแบบไม่มีจดหมายแนะนำจากคลินิคเล็ก ต้องเสียค่าตรวจสุขภาพตั้งแต่หัวจรดเท้า
คือ ยังไงๆ มึงต้องไปหาคลินิคที่อื่นก่อนนะ แล้วค่อยขอให้เขาเขียนจดหมายแนะนำมานะ
ฟังแล้วงงๆ ระบบบ้าไรของพวกมึงวะ

โรงพยาบาลไม่ขายยาด้วยนะ
ไปหาเสร็จจะได้ใบรายชื่อยาจากแพทย์ แล้วเอาใบนั้นไปตามร้านยา แล้วเขาถึงจะจัดยาให้
ระบบแม่ง ไม่ one stop เลย วัยรุ่นเซ็ง
ส่วนใหญ่หน้าโรงพยาบาลก็จะมีร้านยาอยู่4มุม อยากร้านไหนเข้าร้านนั้นได้เลย

นันทิชาโคตรเซ็ง

เรื่องมันมีอยุ่ว่า นันทิชาต้องการจะพบแพทย์
ดิฉันรู้ตัวว่าป่วย รู้อาการ รู้โรคด้วย รู้ด้วยตัวเอง นั่งสมาธิมา พระเจ้าบอกมาว่านันทิชาต้องไปโรงพยาบาล
รู้ตัวมาจะครบ1เดือนแระ แต่นันทิชายังหาโรงพยาบาลให้ตัวเองไม่ได้
ไม่อยากไปคนเดียวด้วย โรคนี้พิเศษต้องควงสามีไปด้วย

ก็ได้โรงพยาบาล ใกล้สถานีรถไฟใหญ่ของเมือง
ไปมาสะดวก ถ้าคุณนายต้องไปหาหมอคนเดียว นั่งรถเมล์15นาทีก็ถึง
ใหญ่ ใหม่ สวยงาม โรงพยาบาลดังของเมือง
เข้าเวปโรงพยาบาล บอกว่ารับลงทะเบียนคนไข้ตั้งแต่8โมงครึ่ง คนไข้ใหม่ต้องจ่าย3150เยนเพื่อ...(อะไรก็ว่าไป กูจ่ายๆ กูให้ตรวจตั้งแต่เส้นผมถึงปลายเล็บเท้า)
โทโมะลาหยุดวันศุกร์ที่ผ่านมา ออกจากบ้านแต่เช้า
ไปถึงก่อนด้วย คนนั่งรอเยอะแล้ว ถึงคิวก็บอกเจ้าหน้าที่ถึงอาการ แล้วก็เป็นคนไข้ใหม่ กูจะมาตรวจกับโรงพยาบาลมึง กูไม่ได้ปันใจไปที่ไหนมาก่อนเลยนะ
.
.
.
ปรากฎว่า
"ทางโรงพยาบาลไม่รับคนไข้ใหม่สำหรับโรคนี้ กรุณาไปที่อื่น แล้วกลับมาพร้อมกับจดหมายแนะนำ"
.
.
.
.
กริบ
ไหนบอกว่าจ่าย 3150บาทแล้วให้มึงตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็เป็นพอไงงงงงงงง
.
.
"เฉพาะโรคนี้ ไม่รับคนไข้ใหม่ค่ะ"
แล้วอีนางพยาบาลหน้าตาไม่รับแขก เดาว่าเมื่อก่อนอยู่แผนกผู้ช่วยชันสูตร ยื่นหนังสือแผนที่มาให้เล่มนึง
แล้วเอ่ยมาว่า
"ในนี้มีชื่อคลินิคและแผนที่ เชิญไปหาที่เคาเตอร์ด้านหลัง"
.
.
.
กริบยิ่งกว่าเดิม
ไม่ให้คำปรึกษากูซักคำ
โทโมะโกรธมาก คว้าหนังสือแผนที่แล้วเดินออกมาไม่มองหน้านางพยาบาลอดีตผุ้ช่วยชันสูตรอีกเลย
แถมบ่นตลอดเวลา เมืองนี้อยู่ไม่ได้แระ
เอิ่มมมม ที่กูอยู่เมืองนี้ก็เพราะมึง

สรุปแล้วก็เลยบึ่งรถไปคลินิค ไกลออกไปอีกหน่อย lady clinic มีแต่หมอผู้หญิง ตรวจแต่ผู้หญิง
นั่งรอไป1ชม. ก็ได้ตรวจ หมอพูดไปบ้างไม่รู้ รู้แต่ว่า
ได้รูปนี้มา1ใบ

สุโดว์ จูเนียร์สุโดว์ จูเนียร์

3เซนติเมตร
อายุ9สัปดาห์ ขึ้นเดือนที่3

งวดนี้ทุ่มสุดตัว ตีเลขกันไป มี3แน่นอน นันทิชาคอนเฟิร์ม

หมอบอกว่าตัวใหญ่แล้ว ทำไมมาหาหมอช้านัก
.
.
อยากจะด่าไปว่า ก็ระบบโรงแพทย์ชาติมึงนะแหละ แสรดดดดดด
ถ้ากูคลอดเองได้กูไม่ดิ้นรนมาหามึงหรอก

นึกว่าปัญหาจะจบแค่นี้อ่ะเด่ะ ฝากท้องที่นี่เลยอ่ะเด่ะ
ยังงงงงงงงงงงงงงงงง

มานั่งนึก ใครจะกล้าคลอดคลินิคเล็กๆ
คลินิคที่มีห้องคลอดก็มี หมอก็แนะนำ แต่...ไม่เอาป่าววะ
ก็มีอีกวิธี ฝากท้องที่นี่ แล้วอายุครรภ์ครบเท่าไหร่ๆท้องโตแล้วหมอก็จะเขียนจดหมายแนะนำให้ไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ ไปฝากต่อที่โน้น

เหมือนฝากท้องนวบุตร แล้วไปคลอดบำรุงราษ ไรงี้
แต่นั่นมันหมอคนเดียวกันป่าววะ นี่เปลี่ยนหมออีก

เอาไงดีนันทิชา
สรุปแล้ว เลยจะไปตรวจครั้งแรก ที่อีกโรงพยาบาลนึง
ใหญ่กว่าโรงแรกที่ไปแล้วมันหยิ่งใส่
จากบ้านก็ไม่ไกล บึ่งรถแค่15นาทีเช่นกัน แค่นันทิชาจะไปคนเดียว ไม่มีรถเมล์ตรงๆไปหา ต้องนั่งย้อนมาสถานีใหญ่แล้วนั่งย้อนไปอีกทาง แค่นั้นเอง

ก็เลยให้หมอเขียนจดหมายแนะนำเลย กูไปที่โน้นดีกว่า
ค่าจดหมายแนะนำ
กระดาษแผ่นเดียว
2680เยน
แค่กระดาษแผ่นเดียว
กินข้าวได้ประมาณ5มื้อ
.
.
.
นึกว่าจะจบแล้วอ่ะเด่ะ
ยังๆ
ญี่ปุ่นมีระบบที่เลิศเลอมากมาย เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ถ้าท้องปุ๊ป ต้องไปสำนักงานเขต
คลินิคให้ใบรับรองว่า มีลูกในท้องจริง
เอาไปยื่นที่เขต แล้วก็จะได้สมุดมา1เล่ม กับพวกใบประกันสุขภาพ เป็นคูปอง ฉีกใช้ทีละใบ


สมุดจดสุขภาพแม่ลูกสมุดจดสุขภาพแม่ลูก

ข้างในก็มีที่ให้คุณหมอเขียนอ่ะ เวลาเราไปตรวจ
มีเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วยนะ แต่สำนักงานเขตให้แค่เล่มเดียว ต้องเลือกเอาเวอร์ชั่นไหน
โทโมะแอบบ่น จ่ายภาษีไปตั้งเยอะ ขอ2เล่มไม่ได้หรือไง
(เฮียไม่ปล่อยวางเรื่องภาษี)
สรุป ถ้าเอาภาษาไทยไป นันทิชาต้องมานั่งอธิบายให้โทโมะฟังอีก
เลยเอาภาษาญี่ปุ่น อะไรไม่เข้าใจ กูหาข้อมูลเอง
ปรากฎว่า เวอร์ชั่นภาษาไทย อยากได้มีขาย ไปหาซื้อเองได้ 800เยน
จนป่านนี้ยังไม่ได้ซื้อเลย

แล้วก็ใบประกันสุขภาพ ถ้ามีคูปองนี้ก็ได้ลดค่าแพทย์ ไรพวกนี้
แต่นันทิชาได้คูปองไม่ครบทุกใบอีก อีเจ้าหน้าที่ฉีกเก็บไว้
เพราะว่า ใบID CARDชาวต่างชาติของนันทิชา หมดอายุเดือนกค.ปีนี้ ต้องไปยื่นขออยู่ในญี่ปุ่นต่อก่อน แล้วค่อยมาเอาคูปองเพิ่ม
เพราะต่างชาติที่แอบอยู่ต่อเยอะ เอาคูปองไปใช้ฟรีๆเยอะ เลยมีนโยบายเข้มงวด
ชิชะ ที่ชาติตัวเองให้เงินเกษียณซะเยอะ
ที่ต่างชาติเข้มงวดจังนะ

ต้องจองโรงพยาบาลอีก โรงพยาบาลใหญ่ มันฮิตติดดาว กว่าจะว่างให้นันทิชาพบหน้าแพทย์ได้ ปลายเดือน
วันที่ 28 มีค. แหนะ
คราวนี้ นับว่าไปตรวจครั้งที่1
(กว่าจะได้พบแพทย์ กูสวดมนต์ถามพระเจ้าไม่รู้กี่บทแระ แถมสวดมนต์ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปอีกหลายจบ)

สาธุ
ขอให้นันทิชา โชคดี
งวดนี้ แทง 33

ญี่ปุ่นคิดได้ไง vol.4 ตอนยื่นภาษี เวอร์ชั่นพระเจ้าไม่ช่วย


วันนี้
.
.
.
10 มีนาคม 2014
พรุ่งนี้ครบรอบ3ปีสึนามิถล่ม
แต่วันนี้ไม่นินทาสึนามิ

เมื่อกี้เพิ่งส่งเอกสาร ยื่นขอภาษีคืน
ที่จริงเดี๋ยวนี้วัยรุ่นเขาส่งกันทางอินเตอร์เนทได้ ไม่ยาก
เพียงแค่ ไปทำICการ์ดที่สำนักงานเขต
แล้วก็ไปซื้อเครื่องอ่าน ICการ์ด มาต่อกับคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
แล้วก็เสียบการ์ดของเราเข้าไป มันก็จะมีข้อมูลของเราเป๊ะเปรี๊ยะมากมาย
แล้วก็ทำไฟล์ให้เรียบร้อย
แล้วก็กดsend แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

ต้องยื่นภายในวันที่17มีค.นี้แร้น
พระเจ้าของป้าแมรี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
โทโมะ ก็ต้องเริ่มจากไปขอทำ ICการ์ดที่สำนักงานเขต
วันศุกร์ที่ผ่านมา ลาหยุดเลย งานเงินไม่ทำ กูอยากได้ภาษีคืนจัด

ญี่ปุ่นมันก็มีปัญหา ประชาชนขี้บ่น ประเทศเอาภาษีที่พวกกูจ่ายไปใช้ทำไรไร้สาระ
ตอนนี้ผู้สูงวัยสูงๆ เกษียณแล้ว ได้เงินเยอะพอดู
ถ้ามีเมียด้วยก็ สองผัวเมียตายายอยู่บ้านไม่ต้องทำไร ได้เงินใช้หลายแสนเยนนะคะ
(ตัวเลขแต่ละคนไม่เท่ากัน สรุปได้ว่า2แสนน่าจะได้ชัวร์ๆ)
(คนแก่ ก็ไม่ค่อยกินไร มีเงินใช้ฟรีๆ)
(เลยมักเห็นทัวร์คนแก่ที่สนามบิน มีแต่ลุงๆกับถุงกอล์ฟ ขึ้นเครื่องบินไปตีกอล์ฟที่ไทยแลนด์)
กลายเป็นกลุ่มกลางคนที่มีความอยากซื้อของ อยากช้อปปิ้ง ยังวัยรุ่น กลายเป็นไม่มีเงินในมือ จ่ายภาษีหมด
การค้าเลยไม่วิ่ง เงินไม่ปลิวในตลาด
เป็นปัญหาคาใจคนญี่ปุ่นนะ

แก้ปัญหาโดย เพิ่มเป็น เกษียณอายุ 65ปี แระ
พ่อโทโมะก็ยินดี แฮปปี้ได้ทำงานต่อ เฮียรักหน้าที่การงานมากมาย
ใครคิดว่าทนทำงานต่อไป แป๊ปๆก็65แล้ว
คิดผิดนะฮ๊ะว์
แนวโน้ม อนาคตอันไม่ไกลมากนัก จะเพิ่มอายุเกษียณเป็น 75ปี
ทำงานจนหัวล้านกันไป

คนเจแปนเลยให้ความสำคัญกับเงินเกษียณมากมาย
เพราะมันเยอะ
มันก็เลยมีการโกงเงินเกษียณกันเรื่อยไป
เมื่อ3ปีก่อน(มั้ง) เป็นข่าวดังสุดๆ นันทิชาติดตาม ดูข่าวนี้ทุกวัน มันส์ดี
สำนักงานเจแปนตรวจสอบแล้ว ทำไมประชาชนชาติตัวเอง แข็งแรงผิดปกติ อายุ100กว่าขึ้นๆไปเยอะเกิน
เลยส่งเจ้าหน้าที่เดินคุยตามบ้านที่คนแก่อายุ100ขึ้น
เลยไปเจอ
ที่จริง แม่เฒ่าตายไป10กว่าปีแระ ไม่แจ้งตาย
ลูกหลานที่ไม่ทำงานก็ไปเอาเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ทุกเดือนทุกปี ใช้กันฟรีๆกันไป
ก็เลยยิ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปแม่งทุกบ้านที่อายุเกิน100
ก็เจอ พ่อเฒ่าสิ้นลม นอนเป็นกระดูกอยู่กลางบ้านบ้าง

บางทีก็มีข้างบ้านสอดรู้สอดเห็น แจ้งไปว่า พ่อแก่บ้านนี้ไม่เห็นหน้าเห็นตามาหลายปีแระ ไปตรวจหน่อยซิ
เข้าไปปุ๊ป เจอพ่อเป็นกระดูกอยู่ในลิ้นชักบ้าน

บ้านที่หนักๆก็เจอห่อผ้าห่ม ซุกใส่เป้
.
.
.
คือ...
จะโกงเงินก็ไม่ว่า พ่อแม่แก่ตาย ไม่บาป
แต่มึงช่วยฝังดิน หรือไรก็ได้ป่าววะ
ซุกลิ้นชักนี่...
คิดได้นะ

คนแก่ชาติเจแปน น่าจะเป็นโรคกลัวลิ้นชักกันไปพักใหญ่

กลับเข้าเรื่องยื่นภาษีดีกว่า
ประชาชนเลยพยายามยื่นภาษีคืนนะ
ถึงกับมีหนังสือออกมา สอนวิธีโกงชาติตัวเองอย่างไรให้แนบเนียน
วิธียื่นขอภาษีคืน แบบง่าย ไม่ยุ่งยากวิธียื่นขอภาษีคืน แบบง่าย ไม่ยุ่งยาก

คุณโทโมะก็ไปทำ ICการ์ดที่สำหนักงานเขต ได้บัตรได้พาสเวิร์ด ได้ทุกอย่างมาแระ
บึ่งรถไปซื้อเครื่องอ่าน ICการ์ด
อุปสรรคมาแระ
คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ดันไฮโซว์ เป็น MAC
เครื่องอ่านที่ขาย ไม่supportนะ ใช้ได้กับ windows เท่านั้น
นันทิชาแก้ปัญหาให้ได้ โน้ตบุ๊คเก่าๆ เหงาๆTOSHIBA เป็นwindows7 ใช้ได้ๆ
โทโมะย้ำประมาณ8รอบได้ว่า ใช้ได้แน่นะ แน่นะ วินโดว์7แน่นะ
ถ้ามึงถามกูอีกที กูจะบอกว่าคอมกูใช้ DOS อยู่นะ ต้องพิมพ์ A:แล้วกดenterนะเฟ้ย
โทโมะอ้างว่า มันไม่ทัน DOS 
คอมพิวเตอร์จอเขียว จอขาวดำอะไรกัน อะเมซิ่ง
(ไอ้หนุ่ม ไอ้วัยรุ่น ไอ้เจแปน)

กลับมาบ้านปุ๊ป 
ต่อคอมปั้ป 
เข้าเวปส่งภาษีปุ๊ป
เวปญี่ปุ่นมันฉลาด มันเด้งว่า google chromeนันทิชาเก่าไป เวอร์ชั่นนี้วัยรุ่นไม่ใช้กัน
ก็นั่งโหลดใหม่ รอไปๆ

มันยังเด้งต่อว่า PDFนันทิชาเก่าไปแระ ไม่supportมันต้องโหลดใหม่
ก็นั่งโหลดไป ลงPDFล่าสุดไป เดี๋ยวอัพไฟล์ไม่ได้ โอเคๆ โหลดไปๆ

แกะกล่องIC CARD READER
ต้องโหลดDriver ของมันจากเวปอีก
ก็นั่งโหลดไปๆ
โหลดเสร็จแล้ว กด install ก็รอเปอร์เซนต์ขึ้น กว่าจะครบ100% ต้องสวดมนต์ไปด้วย
เสร็จแล้ว
มันขึ้นมาว่า
"For Japanese OS only"
.
.
.
.
.
แปลได้ว่า windowsมึง ไม่เจแปนนีส ไม่สามารถลงDriverได้
.
.
.
ความพยายามทั้งวันของโทโมะฮิโระ
จบแค่ว่า Japanese only นะ

โทโมะถึงกับโกรธกริ้วความฉลาดของชาติตัวเอง
เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการ นั่งกรอกเอกสาร แล้วส่งไปรษณีย์เอา

ส่วนคุณนันทิชา ตอนนี้แก้ปัญหาแบบไทยแลนด์ หาวิธีหลอกเครื่องIC CARD READER ว่าคอมพิวเตอร์ฉันเจแปนนีสนะ
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ติดต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลอกคอมพิวเตอร์ได้แล้ว รอเขียนโปรแกรมหลอกอีกที

ยื่นภาษีปีหน้า เจอกันใหม่นะ
สาธุ

Monday, March 3, 2014

ญี่ปุ่นคิดได้ไง vol.3


เมื่อวาน

นั่งคุยกับนายสุโดว์
(ชื่อจริงๆคือ สุโด โทโมะฮิโระ)
(ชื่อเล่นจริงๆชื่อ โทโมะ)
(ตอนเด็กๆเพื่อนๆเรียกว่า ซูจัง)
(พ่อแม่พี่น้องและป้าแมรี่เรียกว่า โทโมะฮิโระ)
(ห้ามนันทิชาเรียก โทโมะฮิโระ เด็ดขาด)
(เหตุผลคือ ได้ยินแล้วเหมือนแม่มันเรียก)
(ไม่รู้หรือไร จากสถานะภาพเมีย นานๆไปมันเปลี่ยนเป็น แม่ ได้นะเฟ้ย)

เมื่อวาน
นั่งคุยกับนายสุโดว์
(พูดซ้ำ)
เรื่องร้าน Choose Me ของนาง กำไรขาดทุนไปถึงไหนแล้ว
โอ้ยยยยย ร้านนี้ขายดี คืนทุนตั้งแต่เปิดร้าน2วันแรก
(โม้นะ)
เลยลองปรึกษาปัญหาหัวใจกับเฮียโทโมะไป
เรื่องมีอยู่ว่า
"ร้าน"ใกล้ๆ มันดันขายของเหมือนกับ Choose Me เด๊ะๆ แถมตัดราคากันกระจุยกระจาย
(มีดแม่งคมมาก ตัดกูขาดเลยนะ แสรด)
เรื่องขายของซ้ำกัน เป็นเรื่องธรรมดา
ของที่เราขายไม่ได้มหัศจรรย์ล้ำลึก ใครๆก็หามาขายได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ที่คาใจข้างในลึกๆคือ ร้านแม่งติดกัน มองตากันเห็น ถ้ามองตาไม่เห็นแปลว่ามันหลบตาดิฉัน
ที่สำคัญ มันเป็นเพื่อนดิฉัน
.
.
.
สงครามไม่มีคำว่ามิตรภาพซินะ
.
.
.
นายสุโดว์เลยแนะนำว่า ให้คุยกับเพื่อนตรงๆ
ว่า
"ได้ยินมาว่า ขายของเหมือนกันหรอ อยากทะเลาะกับนันทิชาหรือไร"
นันทิชาก็ได้แต่ตอบไปว่า
"พูดแบบนี้ก็เสียเพื่อนอ่ะเด่ะ กลับไทยไปก็คงไม่ต้องเจอกันแล้วหละ"
โทโมะ "อยู่ไทย เคยเจอกันด้วยหรอ"
นันทิชา "ไม่ค่อยนะ"
โทโมะ "สนิทกันมะ"
นันทิชา "ก็...แก๊งส์มีหลายคนอ่ะ"
โทโมะ "งานแต่งงานเรา มันมาไหมหละ"
นันทิชา "ไม่มา"
โทโมะ "งั้นก็คงไม่เจอกันแล้วหละ"
(สรุปง่ายๆ แบบนักซ่อมยานอวกาศ)
แล้วเฮียก็เริ่มอธิบายยาวววววววว เรื่องกำไรขาดทุน ของได้กำไรน้อยๆก็เลิกขายมันไป ตัดใจมันซะ หาของมาใหม่ ทำเทรนด์ขึ้นมา
(แหม่มมมมมมม)
และแล้วก็มีอยู่คำนึง
โทโมะพูด (ไม่หยุด) "ลองคิดถึง อะโดบันเท-จิ ดูว่ามันเยอะแค่ไหน"
.
.
.
อะโดบันเท----จิ
(ออกเสียงยาวนิดนึง)
(เท---จิ)
.
.
เฮ้ย
แปลว่าไรวะ

ถามกลับไปว่า อะโดบันเท-จิ ของมึงนี้แปลว่าไรวะ
มีตกใจ
หันมามองตา แต่ไม่ทำซึ้ง
แล้วกรี๊ดกร๊าด นันทิชาไม่รู้จักคำว่า อะโดบันเท----จิ
.
.
กูจะทราบมะ ภาษาไทยบางคำยังต้องเปิดพจนานุกรมเลย
แล้วเฮียก็พยายาม พยาย๊ามพยายาม สะกดเป็น ABC ให้นันทิชาฟัง
ยิ่งสะกดยิ่งโคตรจะไม่รู้เรื่อง
เอ--- ดี---??
เฮ้ย กดiphone ให้นันทิชา search เองดีกว่า โทโมะฮิโระ
.
.
.
เห็นแล้วอึ้ง
อยากให้ท่านผู้ชมทางบ้านเดาว่า
อะโดบันเท---จิ
มันแปลว่าอะไร
.
.
.
.
.
.
มันคือ
.
.
.
.
.
A D V A N T A G E

ออกเสียงโง่ๆแบบเด็กนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลได้ว่า
แอ๊ด แวน เทจ

ฟังตอนแรก อะโดบันเท--จิ
กูนึกว่าแผ่นแปะแก้ปวดกล้ามเนื้อ

ชาวญี่ปุ่น ควรได้รับการแก้ไข ปัญหาออกเสียงภาษาอังกฤษ

โดยด่วนนะ

ปล. ไปซุเปอร์ อยากซื้อไมโล ไม่มีขายนะ
ยี่ห้อนี้อ่านว่า มี-โล