Thursday, May 21, 2015

โรงพยามารเจแปน vol.3 ของที่ต้องเตรียมไปเข้าโรงพยาบาล

สวัสดีค่ะ

ที่จริง...เขียนไว้แล้ว อัพแล้วด้วย แต่
แต่
แต่เนื่องจากนางสุโดว์เกิดเหตุการณ์ จิ้มผิดชีวิตเปลี่ยน
ทำBlog ที่เขียนไว้หายไปเพียงพริบตาเดียว เพียง1คลิ้กเท่านั้น
เลย…พยายามรำลึกระทึกกันอีกรอบค่ะ

โรงพยาบาลเจแปน ที่นางสุโดว์ไปผ่าคลอด
(เออๆ ที่มันเรียกฉันว่า นันทิชี)
(ใครไม่รู้จักนันทิชี เดี๋ยวเล่าให้ฟังอีกรอบ)
(ประวัติคนไข้ของนาง ปกตินางชื่อ NANTHICHA)
(นางพยามารแม่งพิมพ์ผิดเป็น NANTHICHY)
(อยู่ดีๆชื่อโกอินเตอร์แบบชาวฝรั่ง JENNY MARRY NANTHICHY)

โรงพยาบาลที่นี่ ไม่มีชุดคนไข้ให้นะคะ ต้องเอาไปเองค่ะ
ถ้าใครเคยดูละครญี่ปุ่น ก็จะมีฉากเอาเสื้อผ้าไปซัก ตากกันบนดาดฟ้าโรงพยาบาล
มีคุณหมอมาคุย พบรักกันกับคุณหมอ ไรประมาณนี้อ่ะค่ะ
แต่โรงพยาบาลที่นางสุโดว์ไปผ่า มีoptionเสริม ค่าชุดนอนวันละ100เยน
นางสุโดว์จ่ายค่ะ แค่กูคลอดกูก็แย่แร้น ยังต้องพาร่างไปซักผ้าตากผ้าเองอีก เหนื่อยค่ะ
หลายคนสงสัย แล้วเจแปนนีสมันทำไงของมันกันฟะ
อ่อออออ
มันมีญาติมาเยี่ยมค่ะ พ่อแม่พี่น้อง ทำให้ ไม่ก็เอาผ้ากลับไปซักตากที่บ้านแล้วเอามาเปลี่ยน
แต่ฐานะอย่างเรานะ
เวรี่ โลนรี่ ที่เจแปนนะ
จ่ายค่ะ วันละ300เยนก็จ่ายค่ะ

ก่อนแอดมิด (ที่นี่เรียกเช็คอิน อย่างกับโรงแรมค่ะ) ก็จะมีเอกสาร หนังสื่อคู่มือ(คู่มือการอยู่โรงพยาบาล ได้ตั้งแต่ฝากท้องวันแรกเลย)
เลือกห้องๆ ห้องเดี่ยว ห้องรวม ส่วนใหญ่เลือกห้องรวมกันค่ะ ราคาถูกกว่ากันเกินครึ่ง
ตอนแรกนางสุโดว์ก็จะเลือกห้องรวมค่ะ
ไม่ได้จนหรือประหยัดนะคะ
กลัวผีค่ะ
ผีเจแปน น่ากลัวนะคะ ยิ่งชุดขาวๆ นางพยาบาลนะคะ มันมาแน่ค่ะ
แต่ เนื่องจากนางสุโดว์ผ่าคลอดค่ะ บังคับห้องเดี่ยวค่ะ เซ็งกันไปค่ะ
โรงพยาบาลที่ไทยเป็นอย่างไรไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่เคยป่วยถึงกับพักผ่อนโรงพยาบาลค่ะ
มีให้เลือกอีกด้วยนะ ห้องเดี่่ยว จะเดี่ยวแบบมีห้องอาบน้ำด้วยไหม หรือจะเดี่ยวแบบแม่งมีแต่เตียงกับส้วม แล้วก็ทีวี
ถ้าห้องรวม ทีวีจะเป็นแบบเสียบการ์ด (ต้องไปซื้อการ์ทีวีมาเสียบ) ดูได้แบบเบาๆ เสียบหูฟัง โอ้ยยยยย ท่าทางอึดอัดค่ะ
ก่อนวันเช็คอิน นางสุโดว์ก็ต้องจัดกระเป๋าเตรียมไปโรงพยาบาลค่ะ



1. ผ้าขนหนู (ขนาดแบบผ้าเช็ดผมอ่ะค่ะ) 3-4 ผืน
2. ผ้าเช็ดตัว 1-2 ผืน
3. ชุดนอน (แต่นางสุโดว์เช่าโรงพยาบาลเอาค่ะ)
4. ของใช้ส่วนตัว ยาสระผม สบู่ แปรงสีฟัน ไรพวกนี้
5. ทิชชู่ 1 กล่อง ทิชชู่ต้องเอาไปเองค่ะ ไม่มีให้ ใครลืมบาปค่ะ
6. ผ้าเช็ดหน้า 3-4 ผืน อันนี้ไม่รู้ว่าเอาไปไมเหมือนกัน นางสุโดว์ไม่ได้ใช้ค่ะ เดาว่าเอาไว้ซับน้ำตาตอนลูกคลอดหรือไร ยังเป็นปริศนาอยู่ค่ะ
7. นาฬิกา (ขออันใหญ่ๆหน่อยนะ)!!! จริงค่ะ สำรวจรอบห้องแล้ว แม่งไม่มีนาฬิกาให้กูดูวันเวลาซักกะเรือน
8. ตะเกียบ (เอาไว้ตอนกินข้าวค่ะ) จานชามมีให้นะ แต่ไม่มีตะเกียบให้ กูหละไม่เข้าใจ วันไหนเป็นข้าวต้ม ดันมีช้อนให้ แค่เตรียมตะเกียบเพิ่มให้คนไข้ ทำไม่ได้ค่ะ ต้องเอามาเองค่ะ
9. แก้วน้ำ สำหรับใส่น้ำร้อนดื่ม (ขอแบบแตกยากๆหน่อยนะ) แก้วก็ไม่มีค่ะ โรงพยาบาลที่นี่เสิร์ฟชาร้อนทุกมื้อ ต้องเอามาวางรอให้นางพยามารรินให้ค่ะ แต่เห็นนางพกแก้วกระดาษนะ สงสัยสำหรับจำเป็นๆจริงๆนางถึงจะเอาแก้วกระดาษามาให้ค่ะ
10. สมุดจด ปากกา
11. ไฟฉาย!!! เอาไว้ใช้ตอนฉุกเฉินค่ะ ไม่ฉุกไม่เฉินแล้วค่ะ วิ่งค่ะ ไม่หาไฟฉายนะ กูคว้าเสาน้ำเกลือแล้ววิ่งคนแรกดีกว่าค่ะ
ข้อต่อไปไม่เขียน ไม้พลอง เชือกเงื่อน อุปกรณ์การแสดงรอบกองไฟเลยหละ
นึกว่ามาเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี

ส่วนต่อไปเป็นของที่ต้องใช้เมื่อไปห้องคลอดอ่ะค่ะ ห้องแบบ ปวดตึ้บๆเยอะแล้ว บีบแล้ว ใกล้แล้ว กำลังมาแล้ว ไรงี้ค่ะ แต่นางสุโดว์ผ่า นางไม่มีบรรยากาศนี้ค่ะ


1. รองเท้า เอาแบบสวมเดิน คล้ายๆรองเท้าบรูซลี ไม่ต้องนั่งผูกเชือก เพื่อความรวดเร็วค่ะ ปวดท้องคลอด อะไรๆก็กระทันหันค่ะ ขอให้ไวค่ะ
2. สมุดคู่มือเล่มนี้
3. ผ้าขนหนู
4. ของใช้ส่วนตัว
5. เหรียญ เผื่อหิวน้ำหิวขนม เดินไปหยอดตู้อัตโนมัติเองนะยะ
6. อาหารว่าง เบาๆ เยลลี่ไรพวกนี้
7. น้ำดื่ม
8. สมุดบันทึกแม่ลูก (ใครท้องที่ญี่ปุ่น จะได้ประจำตัวคนละเล่มค่ะ บันทึกตั้งแต่ท้องวันแรก ยันลูกโตเลยค่ะ)

โรงพยาบาลนี้ จะมีนางพยาบาล
(บางทีเรียกพยามาร บางทีเรียกพยาบาล อย่าสับสน มันคือคนๆเดียวกัน)
ถามบ่อยมากกกกกก ว่านางสุโดว์จะเลี้ยงลูกแบบไหน นมแม่ นมชง
นางสุโดว์ขี้เกียจล้างขวดนม จัดไป "นมแม่ค่ะ"
แต่นางไม่ดราม่านมออกไม่ออก "แต่ถ้านมไม่พอ เสริมนมชงได้เลย ไม่ซีเรียสค่ะ"
รีบบอกไว้ตั้งแต่ต้นๆ
แต่
โรงพยาบาลนี้ ส่งเสริมนมแม่ค่ะ
เมื่อเลือกว่าจะเลี้ยงนมแม่แล้ว
เมื่อคุณถอดสายน้ำเกลือ กับสายยาแก้ปวด
(ยาแก้ปวดที่นี่ ไม่ธรรมดา มันแขวนข้างๆขวดน้ำเกลือนะ สายยาจิ้มเข้าที่หลังนะ ไหลเข้าร่างกายตลอดเวลา มิน่ากูไม่ปวด แต่ถ้าปวดหนัก ปวดเว่อร์ แรงบีบมันมา ปวดสุดๆ มีปุ่มกดให้ส่งยาแก้ปวดชุดใหญ่มา ไหลตรงเข้าที่หลังเลยค่ะ)
เมื่อถอดสายทุกสายแล้ว ลูกของคุณจะถูกเข็นมาอยู่กับคุณ 24 ชม. จนถึงวันออกจากโรงพยาบาลเลยค่ะ
มิน่า ตอนกูเลือกเลี้ยงนมแม่ พวกแกยิ้มเลยนะคะ นางพยามาร

หลังผ่า เขายังไม่ให้กินน้ำกินข้าว จนกว่าจะตดออกมา
ตอนแรก นึกว่าฟังนางพยาบาลอธิบายผิด
"ตด"เกี่ยวไรกับข้าวฟะ
นางสุโดว์คาใจ เลยLINEถามเพื่อนหมอ
(ขออวดหน่อย มีเพื่อนเป็นหมอเหมือนกันนะ แต่เพื่อนหมอคนนั้นไม่รู้จักหมอยาชาที่ไปแลกเปลี่ยนที่ศิริราชนะ สงสัยคนละรุ่นนะ)
เพื่อนหมอบอกว่า "เกี่ยว" ตดได้ตดเลย ตรวจว่าลำไส้แกทำงานโอเคไม่กระทบโดนนะ ถ้าขี้ได้แกขี้เลยนะ
.
.
โอ้ววววว ไม่ให้กูแดกไรมาวันสองวัน จะให้กูเอาไรมาขี้ฟะ

มื้อแรก ข้าวต้ม กับไข่เจียว มาเลย ของที่คนไทยห้ามกิน
ขนมปังก็ห้ามกินเดี๋ยวลูกแพ้ เช้าวันต่อมาอาหารจัดมาเลย ขนมปัง
ไม่รู้นะ นางสุโดว์กินเกลี้ยงทุกมื้อนะ หิวนะ ไม่กินมีเดินเซนะ

และแล้วนางพยามารก็เห็นว่านางสุโดว์ตาปรือ ความดันสูงม๊าก คุณหมอจะไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลตามกำหนดถ้านางสุโดว์ยังจะความดันสูงอย่างงี้นะ
นางสุโดว์ก็ถามไป "ความดันสูงเกิดจากไรคะ"
นางพยามาร "อืมมม อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยนะคะ"
.
.
.
ก็แหม่มมมมมมมมม มึงเล่นอินเทนซีฟคอร์สให้กูอยู่กับลูก24ชม. กูจะได้พักได้ผ่อนไหมยะ
นี่ถ้าวัยรุ่นกว่านี้ อาจจะนึกว่าเข้าคอร์สติวเอนทรานส์นะ
กลางคืนๆก็กลัวผี นอนๆหลับๆตื่นๆอีกนะ
นางพยามารคนเดิม วันนั้นมันเข้าเวรดึกด้วย
ดูนาฬิกา (นาฬิกาที่ต้องเอามาเองอ่ะ) ตี1กว่าแระ ลูกก็หลับปุ๋ยๆ ตาดิฉันหลับบ้างนะ
นอนๆ เคลิ้มหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คือเหนื่อยมาก
และแล้ว ได้ยินเสียงกุกๆกักๆ
ยังหลับตาอยู่นะ แต่เหมือนมีลมไรมันวูบๆนะ มีการเคลื่อนไหวผ่านไปผ่านมาผ่านมาผ่านไปนะ
ลืมตาขึ้นมา แทบกรี๊ดเป็นเสียงเพลงฮาเลลูยา
นางพยามาร
มันยืนอยู่ข้างเตียง
ชุดขาวๆตะคุมๆก้มหน้านะ ไฟสลัวๆนะ
หันมายิ้มนะ
นางพยามาร "อยากให้คุณนันทิชีได้พักผ่อน เลยไม่ได้ปลุกค่ะ มาวัดไข้น้องค่ะ"
.
.
.
.
กูอาจสิ้นชีพหัวใจวายเพราะมึงไม่ปลุกกูนี่แหละ อีหวังดี

แล้วก็ยังมีป้าพยาบาลหวังดีอีกคนนึง ชอบชวนคุย ป้าทำหน้าที่ตรวจตัวเหลืองของน้องทุกวัน แล้วก็ป้าสอนอาบน้ำน้อง ป้าเดินมารับถึงห้องเลย ป้าบอกป้าเป็นห่วง
ป้า "อาหารอร่อยไหม กินได้ป่าว"
นันทิชี "อร่อยๆค่ะ"
ป้า "บางทีคนไข้คนจีน กินเหลือเยอะม๊าก บอกไม่ถูกปาก"
นันทิชี "โอ้ยย ปล่อยชายนีสไป นี่ไทยแลนด์แดนสไมล์ อะไรก็กินได้"
ป้า "เออ นี่ๆ มีเรื่องอยากจะถามมานานแระ"
นันทิชี "ถามมาได้เรยค่ะ พร้อมตอบ"
ป้า "เนี่ย สามีป้า ชอบอาหารไทยมากเลยนะ"
นันทิชี "โอ้วววววว"
ป้า "เนี่ยๆป้าทำบ่อย อะไรนะๆ ที่ๆเป็นหมูสับๆ แล้วผัดน้ำมันหอยๆแล้วมีเอาใบกระเพราไปผัดด้วย"
นันทิชี "อ่อๆ กาเพาไร๊สุ (ออกเสียงแบบเจแปนนีส กระเพราะ+RICE)
ป้า "แล้วเนี่ยๆ อะไรนะๆที่ไว้โรยๆ กลิ่นฉุนๆหน่อยๆ"
นันทิชี "อ่อๆ ปักกุชี (ออกเสียงแบบเจแปนนีส ผักชี)"
(นี่มึงเล่นเกมส์ถามตอบอยู่ป่าวเนี่ย ป้ามีไรจะถามรีบถามมา)
ป้า "เนี่ยยยยย ป้าพยายามปลูกผักชีมานานแระ มันไม่แข็งแรงอ่ะ มันเหี่ยวๆ มีวิธีปลูกมะ สอนป้าหน่อยจิ"
นันทิชี "………….."
(กูเคยปลูกแต่ถั่วงอก วิชาวิทยาศาสตร์ตอนป.1 แถบเอาของเจ้ๆไปส่งด้วยไม่ได้ปลูกเอง)
(กูจะรู้ไหมว่าผักชีมันทำไมถึงเหี่ยว)
ก็ได้แต่ทำหน้าตาเสียใจหลอกไปว่า "มันเป็นพืชเมืองร้อน คงต้องทำให้ดินมันอุ่นๆนะ"
รู้แระทำไมป้าถึงมารับถึงห้อง
ป้าอยากรู้ว่าผักชีมันปลูกยังไงงงงงงงงงงงง

สำหรับเด็กนักเรียนที่กำลังจะมาเรียนต่อเจแปน
ควรศึกษาวิธีปลูกผักชีมาด้วยนะคะ
เจแปนนีสแถวนี้เขาคาใจข้างในลึกๆค่ะ

Wednesday, May 13, 2015

ยินดีที่ได้รู้จัก

สวัสดีค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
หายไปหลายวัน
ยังมีชีวิตราบรื่นในเจแปนอยู่ค่ะ
พายุหมายเลข6กระหน่ำเจแปน บ้านนางสุโดว์ไม่สะทกสะท้านค่ะ
(ญี่ปุ่น พายุเข้าตลอดทั้งปี เขาเลยไม่ตั้งชื่อค่ะ จำไม่ได้ เรียงเป็นเลขเลย ง่ายดี)
เนื่องจาก…ตอน ป.4 ไม่ตั้งใจเรียนวิชาคอมพิวเตอร์
และนิสัยเวลาทำข้อสอบ... แปลไม่ได้ อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจ จิ้มมั่วไว้ก่อน
เวปของนางสุโดว์เลยไปสู่สุคติเรียบร้อย
ตอนแรกก็จุดธูปเรียกมันกลับมาอ่ะนะ
ตอนนี้จุดธูปขอให้มันกลับมาเกิดใหม่อยู่ด้วยกันอีกเถอะนะ ทำเวปมันยากจริงๆนางสุโดว์ถนัดพิมพ์นินทาชาวบ้านอย่างเดียวนะ

เฮ้อออออ ช่างมันค่ะ

โพสมาหลายๆโพสมากแร้น หลายคนอาจจะสงสัย นางสุโดว์มันเป็นใครกันฟะ
นางสุโดว์ เกิดที่บางพลัด กรุงเทพแดนสวรรค์
ฝนตกหนักก็น้ำท่วมกับเขาบ้าง เป็นเทรนด์ครึ่งขา บ่นมากไม่ได้เพราะฐานะอย่างเรามิได้อาศัยอยู่บนดอย
(ไม่น่าเสียเงินค่ามอไซด์9บาทไปเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เลย เซ็งเห็ดมาก)
(เซ็งเห็ด เป็นอาการขั้นกว่าของ เซ็งเป็ด)

ชื่อเล่นชื่อ "แนน"
ชาวเจแปนนีสเรียกว่า "นัน"
ตะโกนเรียกกันก็ออกเสียงเป็น "น่านนนนนนนนน"
ไม่ค่อยหันค่ะ ไม่คิดว่านั่นคือชื่อตัวเอง

เป็นลูกครึ่งค่ะ
ครึ่งพุทธ ครึ่งคริสต์ แม่เป็นพุทธ พ่อเป็นคริสต์ ตอนเช้าตักบาตร วันอาทิตย์ไปโบสถ์ค่ะ
(พวกเคร่งศาสนาห้ามบ่นนะคะ ทำดีทำไร อยู่ที่ใจค่ะ)

อายุ…เยอะแล้วค่ะ แต่ยังแทนตัวเองว่า"วัยรุ่น"อยู่ เพราะใจยังว้าวุ่นค่ะ
เอาเป็นว่า...
งืมมม
ยกตัวอย่างเช่น
"คู่กรรม"
โกโบริในดวงใจของนางสุโดว์ ไม่ใช่พี่ณเดช คิโนคุนิยะ
(มันนามสกุลไรฟะ จำได้รางๆว่าเหมือนร้านหนังสือ)
แต่เป็น พี่เบิร์ด แบบเบิร์ดเบิร์ดค่ะ
ฉากแต่งงานกับอังคุลีมาล เอ้ยยยย องคุลีมาล เอ้ยยยยย อังศุมาลิน ไม่ยิ่งใหญ่เท่าพี่ณเดช
เรื่องคู่กรรมช่างมันไปค่ะ มันนานมากแระ

นางสุโดว์เรียนจบมหาลัยรัฐบาล ทำงานรับใช้ชีพตัวเอง1ปี แล้วก็ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ
เรียนจบแล้วก็ทำงานรับใช้ชีพตัวเองอยู่ที่ญี่ปุ่น1ปี
แม่งงงง ใช้งานกูคุ้มมาก ใช้งานกูตั้งแต่10โมงเช้าถึง10โมงเช้าอีก2วัน
(แปลว่าไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง2คืน นอนกันหน้าโต๊ะทำงาน)
นางสุโดว์เลยเห็นแก่ชีวิตตนเอง ลุกออกจากที่นั่ง สับขาไปเคาะประตูห้องเจ้าของบริษัท
"ดิฉันรักเจแปน ชื่นชมความสวยงามของซากุระ บ้านเมืองสวยงาม เทคโนโลจี้ล้ำเลิศ แต่... ไม่อยากตายที่เจแปน...กู...กลับไทยหละนะ"
แล้วก็โบกเครื่องบินกลับมาตั้งหลักที่ไทยแลนด์ใหม่อีกรอบ
บังเอิ๊ญญญญญ บังเอิญ มีคนชวนไปแต่งงานด้วย
เลยกลับมาญี่ปุ่นใหม่อีกรอบ
.
.
.
อธิบายเร็วไปไหมคะ? ยังตามทันนะคะ
สรุปค่ะ "ตามผู้ชายกลับมาที่ญี่ปุ่นใหม่ค่ะ"

ครอบครัวของนางสุโดว์ตอนนี้มี สามี1คน (ถ้ามี2คนเมื่อไหร่จะมารีบอวดเลยนะคะ ตอนนี้1ไปก่อนค่ะ)
แล้วก็ลูกสาว1คน เพิ่งคลอดเมื่อปีที่แล้วค่ะ ตอนนี้..ร่าเริงดี ร้องลั่นบ้าน พูดภาษาไทยด้วยก็ไม่หยุดร้อง พูดภาษาญี่ปุ่นด้วยก็ไม่หยุดร้อง เลยไม่รู้จะคุยกันภาษาอะไรดีค่ะ

ใครกำลังสงสัย"ป้าแมรี่"เป็นใคร มีชีวิตอยู่ช่วงเวลาไหน????
จัดให้ค่ะ อยากแนะนำให้รู้จักกันเหมือนกันค่ะ

ครอบครัวของสามี
(สามีชื่อโทโมะฮิโระ)
(โค้ดเนม "เฮีย")
ครอบครัวของเฮีย มี พ่อ แม่ พี่สาว แล้วก็ เฮีย เป็นลูกคนสุดท้องค่ะ
แต่ตามระบบใจใจของเจแปน ลูกชายคนโต ต้องเลี้ยงพ่อแม่ค่ะ
นางสุโดว์แต่งกับเฮีย อนาคตนางสุโดว์ต้องเลี้ยงพ่อแม่เฮียค่ะ
พ่อของเฮีย เป็นคนมีระบบระเบียบ เข้มงวด เข้มมาก ไม่ผสมน้ำเลย เข้มสุดๆ หน้าที่การงานเป็นหัวหน้าองค์กรใหญ่ม๊าก เงินเดือนหลายล้านเยน
เฮียเคยเล่าให้ฟังว่า วันที่เจอครอบครัวเขาครั้งแรกโน้นนนนนน "พ่อบอกว่าดูเธอว์เป็นผู้หญิงอ่อนแอ"
.
.
.
.
พ่อคะ ดิฉัน "รัก" นะคะ ไม่ใช่ "รบ" นะคะ อ่อนองอ่อนแอไรฟะ
นี่กูมาอยู่ประเทศเพื่อนบ้านซัก5ปีตัวคนเดียวได้ กูฝ่าฟันความโหดร้ายของชาติมึงมาได้ หาว่ากูอ่อนแอ ตุ้ยยยยยยยยยยยยยยย
(นี่แค่คิดในใจค่ะ ไม่ได้เปล่งเสียงออกทางวาจา)
ส่วนคุณแม่ของเฮีย ตื่นเต้นม๊ากกกกกกก กลัวสะใภ้ต่างชาติจะเลี้ยงเขาได้ไม่ดีเท่าสะใภ้เจแปนนีสทั่วไป มีการย้ำถามหลายรอบว่า "แนนจัง รู้หรือป่าวว่าแต่งเข้าบ้านญี่ปุ่นเป็นอย่างไร"
.
.
.
เออน่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวเราปรับให้มันเข้ากันได้

ส่วนป้าแมรี่ เป็นพี่สาวของพ่อค่ะ
จะให้เล่าครอบครัวของพ่อ ได้อีกหลายเอปิโฉดเลยค่ะ ไล่ตั้งแต่คนแรกเลยละกัน
พ่อมีพี่สาว3คน น้องชาย1คน
พี่สาวคนโต ชื่อ "ป้าคิโยโกะ" เป็นมาม่าซัง snack bar ในโยโกฮาม่า ชีวิตมีแต่เหล้ากับคาราโอเกะ
นางสุโดว์ก็เคยไปร้านของป้าคิโยโกะมาค่ะ
มีแค่เหล้ากับคาราโอเกะจริงๆ
ป้ามีลูกสาว1คน...ชื่อจำไม่ได้แล้ว อาชีพขายประกันค่ะ
ไม่ต้องห่วง 1ครอบครัวต้องมีคนขายประกัน เป็นเหมือนกันทั้งไทยแลนด์และเจแปนค่ะ
เจอกันวันรวมญาติทีไร ต้องส่งออร่าแรงกล้ามาตลอดว่า "ซื้อประกันกับเดี๊ยนแล้วหรือยัง"
นางสุโดว์ปฎิเสธไปเบาๆว่า "กูไม่กะตายที่นี่" เขาเลยเลิกคุยกับนางสุโดว์ไปค่ะ
ส่วนป้าคิโยโกะ ก็ไม่ใช่ย่อยนะคะ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ป้าเปลี่ยนนามสกุลค่ะ
อุ้ยยยยยย ได้ยินนี่นึกว่าแต่งงานใหม่
มิใช่นะฮะว์
ป้าไปจดทะเบียน เป็นลูกคนอื่นค่ะ
ป้า…..แก่มากแล้ว ยังจะไปจดทะเบียนเป็นลูกคนอื่น??????
ป้าหวังมรดกชัวร์ค่ะ ได้ยินแว่วๆมาว่า ร่ำรวยฟู่ฟ่าทีเดียว คงลูกค้าที่ snack bar ของป้าอ่ะค่ะ
คราวนี้ก็ลุ้นต่อว่า "ป้า" หรือ "เขาคนนั้นที่รับป้าเป็นลูก" ใครจะสิ้นชีพก่อนกันนะ

ป้าคนที่สอง "ป้า…."ลืมชื่อป้าไปแล้วค่ะ
ป้าคนนี้ ขายตรงค่ะ
ไม่ต้องห่วง ทุกชาติต้องมีญาติขายตรงค่ะ เครื่องสำอาง ลดความอ้วน ป้าจัดมาครบทุกครั้งวันรวมญาติค่ะ
ป้าพยายามสบตา ส่งสายตาให้กันปิ้งๆทุกครั้ง เนียนมานั่งข้างๆบ่อย
นางสุโดว์เลยต้องปฎิเสธไปเบาๆอีกรอบว่า "กูใช้มาดามเฮงอยู่ สบู่แม่งดีเว่อร์ มึงจะลองใช้ไหม เดี๋ยวจัดชุดใหญ่ให้ได้นะ"
ตั้งแต่นั้น ป้าก็ไม่คุยกับนางสุโดว์อีกเลยค่ะ

ป้าคนที่สาม มาแล้วค่ะ ดาวเด่นของเรา "ป้าแมรี่"
ชื่อจริง "มาริ"
ชื่อเล่น มาริจัง
(ชื่อเล่นยาวกว่าชื่อจริงอีก กูละเบื่อ)
โค้ดเนม "ป้าแมรี่"
ป้าแมรี่ สนิทกับครอบครัวสุโดว์มากที่สุด เพราะป้าเลี้ยงพี่สาวและเฮียมา เรียกว่าเป็นแม่บุญธรรมได้เลยค่ะ วันที่ป้ารู้ว่าเฮียจะแต่งงานกับนางสุโดว์ ป้าคัดค้านสุดใจค่ะ
ป้าบอกว่า "เธอจะไม่มีทางมีความสุขกับการแต่งงานครั้งนี้!!!!" โอ้ยอย่างกับละครน้ำเน่า
"แต่งงานกับคนฟิลิปปินส์ ระวังโดนฆ่าหรอก" พอฟังเหตุผลป้า เบื่อทันที
เมื่อก่อน มีจริง คดีแบบ แต่งงานกับชาวฟิลิปปินส์แล้วก็โดนฆ่าหมกบ้านชิ่งเอาเงินไป หรือไม่ก็แต่งเพื่อเอาวีซ่า เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แต่นั่น "ฟิลิปปินส์"ไง ป้า….คิดว่า ไทยแลนด์คือฟิลิปปินส์
เบื่อมะ ต้องพากันไปเรียนวิชารอบโลกอีกรอบ
เมื่อก่อนป้าทำร้านเหล้าอยู่กับสามีเหมือนกัน สามีเป็นเชฟญี่ปุ่นชื่อดังแถบๆโยโกฮาม่า
แต่ร้านไปไม่รอด ปิดร้านหนีหนี้บิลค่าเหล้าเหมือนกัน
ตอนนี้เปิดร้านอยู่ที่ "คามากุระ" ใช้ชื่อคนอื่นเปิด เจ้าหนี้คงเบื่อที่จะตามหาแล้ว
ร้านนี้ไม่ธรรมดา ตอนที่นางสุโดว์ไปเจอป้าแมรี่เป็นครั้งแรกก่อนแต่งงาน
ป้า จัดชุดใหญ่ให้ ป้าเสิร์ฟ "เนื้อปลาวาฬ"
สามีป้า (ชื่อยัดจัง) บอก วันนี้ได้เนื้อดีมาเลย ต้องโดน
โดนกันไป แบบไม่ผ่านความร้อนให้ด้วยค่ะ เสิร์ฟสดเนื้อปลาวาฬ
แม่ของนางสุโดว์ (โค้ดเนม พี่ยุรี คุมซอย65อยู่) เคยบอกไว้ว่าห้ามกินเนื้อวัว เป็นสัตว์ใหญ่
คราวนี้นางสุโดว์โดนสัตว์ใหญ่ม๊ากกกกกกกกกกก หวังว่าแม่คงไม่โกรธ
เนื้อแดงมาก แดงแบบไม่มีสีอื่นมาปนเลย
ตะเกียบไม้ที่คีบเนื้อนะ แดงติดมาด้วยเลย
(ไม่อยากระลึกถึงวันระทึกเหล่านั้นเลย)
จัดมาจานที่สอง "ตับปลานึ่ง"
ใครกำลังกินวิตามินน้ำมันตับปลา ไม่ต้องนะคะ ช้าไป เรากินเข้าไปเลยเร็วกว่าค่ะ
ป้าแมรี่บอกว่า นี่มันคือ "เจแปนนีส ฟัวกรา"
ไม่ฟงไม่ฟัวแล้ว รสชาติเศร้ามาก เวรี่ๆแซ่ด
จานที่สาม ไส้ปลาดอง
.
.
.
ใครอยากไปชิมอาหารญี่ปุ่นแท้ๆดั้งเดิม ติดต่อหลังไมค์ได้เลยนะคะ จัดแผนที่ให้ค่ะ
เห็นคนไทยชอบไปเที่ยวกันเองที่ญี่ปุ่น ใครโฉบไปคามากุระ ควรแวะไปทักทายป้าแมรี่นะคะ ป้าคุมซอยอยู่เช่นกันค่ะ

(ปล.ป้าแมรี่ก็เคยจะพยายามพยายามพยายาม ไปจดทะเบียนขอเป็นลูกของคนรวยๆคนนึงเหมือนกันค่ะ แต่ไม่สำเร็จ ทะเลาะกันไปซะก่อน …. วิธีรวยทางลัดของที่นี่คือจดทะเบียนเป็นลูกหรือไงนะ)

คนต่อไป น้องชายพ่อ "ฮิเดโทชิ"
เป็นคนเดียวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย พ่อของเฮียเป็นคนทำงานส่งค่าเรียนให้ค่ะ
แต่…แต่งงานเข้าบ้านผู้หญิง เปลี่ยนนามสกุลเสร็จเรียบร้อยเลย
บ้านผู้หญิงรวยค่ะ ตระกูลคุณหมอ
มีลูกสาวสองคน เรียนหมอ กับเรียนเภสัช
ปัจจุบัน ไม่คุยกับลุงฮิเดโทชิค่ะ เพราะคิดว่า เงินทั้งหมดที่ใช้อยู่นี่เป็นเงินฝั่งบ้านแม่
โอ้ยยย บ้านนี้ก็ดราม่าอย่างกับละครน้ำเน่าอีกครอบครัว

จบการแนะนำ(ตัวละคร)ฝั่งครอบครัวสุโดว์ค่ะ
คราวหน้ามาต่อครอบครัวฝั่งแม่ของเฮียนะคะ