Monday, September 7, 2015

Logo poster

จำเรื่องคุณซาโนะที่ออกแบบโลโก้โอลิมปิคได้ป่ะคะ
.
.
.
เออๆๆ คนที่ชาวบ้านบอกว่าแกไปก๊อปปี้ชาวบ้านมา
แต่คุณก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ก๊อปเขามา

คนนั้นแหละ

ตอนนี้โลโก้นั้นโดนยกเลิกแล้วค่ะๆ
ก็เป็นปัญหามาให้ชาวบ้านบ่นกันอีกๆว่า เสียเงินไปกับโลโก้หลอกๆนั้นไปตั้งเท่าไหร่แล้วยะๆ ภาษีกูทั้งนั้นนะเฟ้ยยยยยย
(ไม่ต้องห่วงค่ะ ชาติไหนๆก็บ่นเรื่องการใช้จ่ายภาษีของประเทศค่ะ)
(แม้แต่เจแปน บ่นกันกระหึ่ม ทุกเรื่องมึงต้องโดนบ่น อีภาษี)

ไหนจะค่ากรรมการ
ค่าจัดงานแถลงเปิดตัวโลโก้
ค่านามบัตร ค่าโปสเตอร์ ค่าถุงกระดาษ แม่งพิมพ์โลโก้ตัวนี้ลงไปหมดแล้วไง
เดี๋ยวก็ต้องมีค่าดำเนินการออกแบบโลโก้อันใหม่อีก
ค่าโน่นค่านี่อีก
จัดไปภาษีชาติเจแปน ละลายน้ำกันไปถึง2ร้อยล้านเยน
กริบค่ะ
(จำได้รางๆ ได้ยินแว่วๆแถวนี้เรื่องเงินค่าออกแบบที่คุณซาโนะได้ไปด้วยมั้งคะ)
(ข่าวลือนะ อย่าเพิ่งเอาไปกระพือ เดี๋ยวนางสุโดว์ซวยไปด้วย)
(หลังจากคุณซาโนะได้รับเลือกโลโก้แล้ว ก็สับขาไปซื้อแมนชั่นใหม่ เจแปนเรียก "ออคชั่น"กับภริยาราคาร้อยล้านเยน)
(เป็นการเล่นคำค่ะ ของเจแปน)
(億ション เป็นคำผสมระหว่าง 億 โอคุ = ร้อยล้าน + ション ชั่น เอามาจากマンション มันชั่น หรือแมนชั่นนั่นเองค่ะ)
(แปลได้ว่า แมนชั่นราคาร้อยล้านเยน นั่นก็คือ แมนชั่นหรูใจกลางเมือง ไรงี้ค่ะ เออๆของแพงอ่ะ)
(เฮ้ยยย แล้วมึงไปรู้มาได้ไงว่าเขาไปซื้อแมนชั่นฟะ)
(อาจจะไม่มีใครรู้ นางสุโดว์อยู่มีสายสืบวงการออกแบบค่ะ)
(แต่…เป็นแค่ข่าวลือนะคะ อย่ากระพือพึบพั่บๆ รู้กันเบาๆแถวนี้ก็พอค่ะ)

หลังจากวันที่ประกาศว่าเลิกใช้ ทางเจแปนก็ส่งคนไปรื้อโปสเตอร์ที่แปะตามสถานีรถไฟ แปะตามที่ต่างๆทิ้งอีก แต่
แต่
แต่
มันออกมาโผล่ที่เวปออคชั่นค่ะ

幻のロゴポスター


幻 มาโบโรชี่ แปลว่า ฝัน ภาพลวงตา มักใช้กับของที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ เฟ่อร์ เว่อร์ ไรว๊า ไรงี้ค่ะ
(เช่น รถไฟดีกรี7ดาว เสริฟอาหารฝรั่งเศสทุกมื้อ มีห้องนอนห้องอาบน้ำในตัว นั่งรถไฟไปดูวิวยามค่ำคืนของภูเขาไฟฟูจิ จิบไวน์ไปด้วย ต้องจองกันข้ามปี ตั๋วพุ่งไปราคาคนละ5แสนเยน อะไรประมาณนี้ค่ะ)
อันนี้ก็ โปสเตอร์โลโก้มาโบโลชี่ ก็โลโก้นี้โดนยกเลิกแล้ว จะไม่ได้เห็นกันอีกแล้วนะๆ rare item นะเฟ้ย

บิดกันไปบิดกันมา ขายไปที่ 4หมื่น5พันเยน
ส่วนในรูปนั้นอีกออคชั่นค่ะ
(เดาว่าเห็นเขาออคกัน เฮ้ยยยยกูก็มี เอามาปล่อยบ้าง)
(เริ่มบิดกันที่5หมื่นเยน ถ้ามึงอยากซื้อเลยจัดไป1แสนเยน)
(ใครจะซื้อวะ)

จุดนี้ก็ซึมกันไปค่ะ คุณซาโนะก็เลื่อนนิทรรศการแสดงผลงานของตัวเองออกไปด้วย
นางสุโดว์เองก็ไม่ค่อยชอบข่าวแบบ รุมแล้วรุมอีก ขุดคุ้ยกันเข้าไป ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น
แต่จุดนี้ คุณซาโนะคดีเขาเยอะเกิ๊น




http://www.yukawanet.com


Friday, June 5, 2015

อธิบายยาว ฝากท้องที่ญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะ

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในญี่ปุ่นนะคะ ไม่ได้เหมือนกันทุกโรงพยาบาลค่ะ ไม่เคยคลอดที่ไทย ท้องแรก ไม่เคยไปประเทศอื่น เล่าประสบการณ์ให้ฟัง อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีนะคะ
**อ่านแก้เครียดก็ได้ค่ะ ที่เจแปนมันก็มีอย่างงี้นะนะนะ**

ถ้าตรวจด้วยเครื่องเทส (หาซื้อได้ตาม Drug Store ค่ะ หาไม่เจอสับขาไปถามคนขายเลยค่ะ บางทีร้านเล็กๆเขาเก็บไว้หลังเคาท์เตอร์จ่ายเงิน ใช้คำนี้ค่ะ 妊娠検査薬 นินชินเคนสะยะคุ)
แล้วมั่นใจสุดๆว่าท้องแล้ว ไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือเลดี้คลีนิค ค่ะ
คุณหมอจะออกใบยืนยันว่าท้องชัวร์ให้เอาใบนั้นไปยื่นขอสมุดประจำตัวแม่ลูก 母子手帳 ด้านในจะมีบันทึกละเอียดเว่อร์ๆตั้งแต่หาหมอวันแรก
หน้าปกของแต่ละจังหวัด แต่ละเขตไม่เหมือนกันนะคะ แต่ประมาณๆนี้ค่ะ


วิธีทานอาหารให้ครบ สำหรับตัวแม่เองและเด็กในท้องค่ะ เขียนละเอียดมาก ถ้าอ่านไม่ออก แต่ละเขตไม่เหมือนกันนะคะ บางเขตมีเวอร์ชั่นภาษาไทยให้ค่ะ ให้เลือกว่าจะเอาภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาไทย หรืออยากซื้อภาษาไทยเพิ่มเองได้เล่มละประมาณ800-900เยน แล้วแต่ค่ะ

บันทึกตั้งแต่ฝากท้องวันแรก และหาหมอทุกครั้งตามนัดค่ะ ว่าน้ำหนักเท่าไหร่ ความดันเท่าไหร่ ค่าโน่นค่านี่เท่าไหร่ ตรวจโดยใคร

แล้วก็มีคูปองส่วนลดสำหรับหาหมอ และก็มีคูปองลดสำหรับตรวจฟันด้วยนะคะ จะเขียนไว้ละเอียดค่ะว่า ท้องครบวีคที่เท่าไหร่ให้ไปหาหมอฟันตรวจสุขภาพฟัน (จะไม่ไปก็ได้ค่ะ เราเองก็ไม่ได้ไป)

ส่วนพวงกุญแจนี้ ขอได้ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆค่ะ หรือถ้าสมัครพวกหนังสือนิตยสารแม่และเด็ก ひよこクラブ มันจะมีให้ค่ะ ไว้แสดงว่าเราท้องนะ (ไม่ใช่อ้วนนะเฟ้ย กูท้องจริงไรจริง)
เวลาขึ้นรถไฟรถเมล์ ถ้าเจอคนใจดีเห็นพวงกุญแจก็จะลุกให้นั่งค่ะ
หรือตามรถไฟก็จะมีที่นั่งสำหรับคนท้องคนแก่อยู่แล้ว ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นเจอเครื่องหมายนี่แปลว่าคนนั้นๆท้องค่ะ ให้ระวังค่ะ

พอดีคลีนิคที่เราไปหาที่แรก เขาไม่มีห้องคลอด พอครบ7เดือนยังไงก็ต้องเปลี่ยนหมอเปลี่ยนไปโรงพยาบาลอยู่ดี ก็เลยย้ายตั้งแต่แรกเลยค่ะ คลีนิคก็จะออกใบแนะนำให้ว่า
ชื่อนี้ๆ ท้องแล้ว รับนางนี้ไว้ดูแลด้วย จึงเรียนมาเพื่อแซ่บ อะไรประมาณนี้ค่ะ
ค่าใบแนะนำ 2พันกว่าเยน กระดาษใบเดียว เหงากันไปค่ะ
ที่เก่าโทรนัดโรงพยาบาลใหม่ให้ด้วย ก็เตรียมตัวไปตามนัดของโรงพยาบาลใหม่ค่ะ

พอไปโรงพยาบาล ฝากท้องเจอหมอเรียบร้อย ก็จะได้ใบนัดจากโรงพยาบาล ได้เป็นตารางนัดครบถึงกำหนดคลอดเลยค่ะ แล้วก็พยายามไปให้ตรง พยายามไม่เลื่อนนัด ไม่งั้นเรื่องยาวเลยค่ะ พอดีมีอยู่ช่วงท้ายๆวีคหลังๆ ต้องกลับไปบ้านที่โยโกฮาม่ากระทันหัน เลยต้องขอเลื่อนนัด หมอประจำตัวก็เข้าแค่วันศุกร์ ก็เลยต้องเลื่อนเป็นพบแพทย์มากกว่าใบประกัน1ครั้ง (แปลว่าต้องจ่ายค่าแพทย์เต็มราคาไม่ได้ลด จากปกติมีบัตรลดจ่ายแค่ครั้งละ2000เยนก็จะโดนกันไป6000เยนค่ะ ราคานี้แล้วแต่โรงพยาบาลนะคะ)

วันแรกที่ไปก็ได้หนังสือคู่มือของโรงพยาบาลค่ะ
ด้านในก็มีอธิบายวิธีแอดมิด แนะนำตึกผู้ป่วยคลอด
วิธีทานอาหารสำหรับคนท้อง
วิธีอาบน้ำเบบี้ 
ปวดท้องแล้วต้องทำอย่างไร ปวดทุกๆเท่าไหร่ๆแล้วให้โทรหาโรงพยาบาลให้บอกว่ากำลังจะไปหาแร้นนะแร้นนะ ไรงี้ค่ะ
ข้อมูลสำคัญๆของคนท้องอ่ะค่ะ 
**แนะนำว่าให้จด เบอร์โทรศัพท์โรงพยาบาล+รหัสผุ้ป่วยไว้ที่เห็นง่ายๆ หน้าปกเลยก็ได้ค่ะ เวลาฉุกเฉิน เห็นชัดดีค่ะ หรือเผื่อเป็นญาติพี่น้องโทร จะได้บอกได้เลยไม่ต้องวิ่งหาบัตรค่ะ

เวลาไปโรงพยาบาล ไปถึงก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสาวะ ทุกครั้งค่ะ
พอท้องเริ่มโตก็จะวัดรอบพุงด้วย
คุณหมอดูผลตรวจไรพวกนี้ก็อุลตร้าซาวน์ทุกครั้งค่ะ ได้เจอเบบี้กันทุกครั้ง แฮปปี้กันไปค่ะ โรงพยาบาลเจแปนไม่ให้ถ่ายรูปค่ะ แต่โรงพยาบาลที่ฝากท้อง คุณหมอจะปริ้นรูปให้2-3ใบ วันไหนเห็นชัดๆหมอก็จะปริ้นให้เยอะหน่อย เอาไว้ให้เป็นที่ระลึกค่ะ

แล้วก็มีตรวจเบาหวานกับเอโค่คลื่นหัวใจทุกๆกี่วีคๆ (ดูตามใบตารางนัด จะเขียนไว้ละเอียดค่ะว่านัดคราวนี้จะตรวจอะไรบ้าง)
สุโดว์ค่าน้ำตาลเกินมานิ๊ดดดดดนึง
โดนหมอนัดหมอเบาหวานอีก โดนนัดเจอผู้ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ ก็เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าปกติกินไรบ้าง ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นกี่มื้อๆค่ะ
การนัดเพิ่มหรือโดนตรวจเพิ่ม ไม่มีคูปองลดราคาให้ค่ะ จ่ายเอง จ่ายเต็มค่ะ เช่นค่าเจาะเลือด ค่าตรวจเบาหวาน

ระหว่างท้องก็มีไปเรียนของโรงพยาบาลค่ะ ที่นี่นัดเรียน2ครั้ง
ครั้งแรกตอนท้องใหม่ๆ เรียนเรื่องทานอาหารให้ครบสำหรับตัวเราเองและเบบี้ ครั้งที่2เรียนเรื่องโรคต่างๆระหว่างท้อง โรคของเบบี้ (พวกโรคที่ทำให้เบบี้ไม่ปกติอ่ะค่ะ) แล้วก็มี PAPA MAMA CLASS อันนี้ต้องพาสามีไปด้วย ช่วงใกล้ๆคลอดค่ะ สอนให้รู้ว่าปวดแบบไหนคือใช่ ไม่ใช่ แล้วก็มีซ้อมอุ้ม ซ้อมเปลี่ยนผ้าอ้อม พอดีโรงพยาบาลนี้มีชุดคนท้อง (แบบเป็นท้องใหญ่ๆใส่ทุนหนักๆ) ให้พวกคุณพ่อมือใหม่ได้ลองใส่ รับรู้ถึงความหนักที่เราแบกเบบี้อยู่ในท้องทุกวันๆเนี่ย มันหนักนะเฟ้ยยยย ไหนคุณลองใส่ชุดแล้วไหนลองก้มหยิบของที่ตกพื้นเด๊ะๆ ไหนลองเอื้อมมือตากผ้าเด๊ะๆ ลำบากไหมๆ อะไรประมาณนี้ค่ะ
ในสมุดแม่ลูกก็บันทึกไว้ว่าไปเรียนมาครบตามที่กำหนดนะ
บันทึกเพิ่มด้วยค่ะว่าหลังคลอดแล้วมีไปเรียนอะไรบ้าง เราไปเรียน "แม่และเด็ก"หลังคลอด1สัปดาห์มา เรียนง่ายๆที่โรงพยาบาลให้เขาดูว่าสะดือติดเชื้อไหม เบบี้หายใจครืดๆคืออะไร ส่วนใหญ่จะเป็นให้คำปรึกษามากกว่าค่ะ แล้วก็มีสอนนวด สอนเล่นกับเบบี้บ้าง
แล้วก็มีไปเรียนทำอาหารให้เบบี้ตอนเริ่มเข้าเดือนที่5 ที่นี่เรียน 離乳食 รินิวโชคุ แปลตรงๆประมาณว่า อาหารเสริมสำหรับเริ่มๆหย่านมค่ะ ไปเรียนของสำนักงานเขต ค่าเรียนแค่100เยนเอง แล้วก็มีอาสาสมัตร เป็นพวกป้าๆ มาช่วยดูลูกให้ระหว่างไปเรียนทำกับข้าวค่ะ แล้วก็มีพัก1ชั่วโมงให้นม แล้วก็ไปเรียนต่อ
ข้อมูลพวกนี้จะมีบอกในเวปไซด์ของจังหวัดหรือของเขตที่อาศัยอยู่ ลองเข้าไปดูนะคะ เป็นประโยชน์มากมายค่ะ


แต่เนื่องจากเบบี้ของเราไม่เอาหัวลงค่ะ คุณหมอให้ผ่า
เหตุการณ์ตามด้านล่างเลยค่ะ เขียนไดอารี่ไว้ตอนนั้นพอดี^^
.
.
เมื่อวันศุกร์ที่29สิงหาคมปีที่แล้ว หมอนัดเพิ่ม เพื่อดูว่าเบบี้กลับหัวแล้วหรือยัง
จำได้รางๆว่า ครบสัปดาห์ที่34
อุลตร้าซาวน์ออกมาแร้น
คุณนายเบบี้ยังไม่กลับหัวค่ะ
แถมยังโบกมือไปมาทักทายจากในท้องด้วย
เอามือบังหน้าอีก
ไม่สามารถแชะรูปใบหน้ากลมๆออกมาอวดชาวบ้านได้
กวนจริงๆ

เคยมีพระ
(ที่คนอื่นเขานับถือกันอ่ะนะ นันทิชาก็เลยนับถือกับเขาด้วย ไม่เชื่อไม่หลบหลู่ว์)
พระท่านบอกมาว่า "นันทิชา ไม่ควรมีลูก"
.
.
.
อ่าฮ๊ะ???

เพราะว่า นันทิชา ได้ทำบาปทำกรรมไว้กับพี่ยุรีเยอะม๊ากกกกกกกกกก
ให้เขียนเรียงความลงกระดาษฟูนสะแกร๊บ ลิสรายการลงกระดาษเอสี่ 8รีมก็ยังไม่พอ
พระบอกว่า "เธอว์ทำไว้เยอะม๊าก ลูกเธอว์ออกมาก็จะทำกับเธอว์อย่างงั้น"

เนื่องจากนันทิชา เป็นคนมองโลกในแง่ดี
แปลว่า....เรายังสามารถจับทางลูกมันทัน เพราะมันน่าจะมามุกเดียวกับเรา ว่ะฮ่ะฮ่ะ
เฮ้ออออออ อย่างน้อยเราก็กินเหล้าแต่ก็ไม่ได้เมายา
จะเลี้ยงลูกให้ลูกกินแต่น้ำเปล่าคงไม่ได้หรอก โลกสวยๆใบนี้
ช่างมัน

ก็ทำใจแล้วว่าลูกคงกวน
แต่ไม่คิดว่ามันจะกวนตีนตั้งแต่ในพุง
คุณหมอบอกว่าให้กลับหัวได้แร้น
คุณนายก็ยังหัวสูง ไม่ขยับไปไหน

คุณหมอเลยสรุปให้ รวดเร็วทันใจ

คุณหมอ
(คนเดิมแหละ คนที่...ชอบมองด้วยหางตา ส่งความหมายว่า "ทำไมมึงไม่ถามgoogleก่อนมาถามกู")
(คุณหมอเคยถามมาว่า "มีไรจะถามไม๊")
(นางสุโดว์เลยถามไปว่า ช่วงนี้พุงแข็งบ่อย ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า はっている)
(จะพยายามแทรกภาษาญี่ปุ่นด้วยนะคะ เผื่อๆแม่บ้านในเจแปนท้องอยู่ จะได้อธิบายถูกด้วยเวลาไปหาหมอค่ะ^^)
(หมอก็ถามมาว่า "อ่าวๆ ท้องแข็งตอนไหนบ้างหละ")
(นางสุโดว์ "อืมมมมมม เช่น เวลายืนล้างจานค่ะ")
(หมอ "งั้นก็อย่ายืนล้างจานซิ")
.
.
.
(แล้วบทสนทนาก็จบลงดื้อๆ ซะงั้น)
(แหม่มมมมมม ก็รู้ว่ายืนนานๆแล้วท้องมันจะแข็ง แต่นี่มันแข็งบ่อย ก็นึกว่าจะมีวิธีแก้แบบมีเทคนิทหมอๆ)
(ฉันผิดเองที่ถาม)
(ไอ แอม ซอ รี่)

คุณหมอ "คุณสุโดว์ เบบี้ไม่ยอมเอาหัวลง เราคงจะต้องผ่าพุงคุณ"
นันทิชี "ค่ะ ผ่าก็ได้ค่ะ"
คุณหมอเปิดแฟ้ม พลิกกระดาษไปๆมาๆ "โรงพยาบาลห้องว่างวันที่ 24 กันยายนนี้ วันพุธ วันนี้เลยเนอะ"
นันทิชี "อ่าฮ๊ะว์???"
คุณหมอ "เดี๋ยวจะให้ไป x-ray ปอด เจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเพื่อดูความพร้อมว่าคุณสุโดว์สามารถรับการผ่าตัดได้หรือไม่ แล้วมาฟังผลวันที่ 12 กันยายนนี้นะคะ ให้คุณสามีมาด้วยนะคะ ถ้าคุณสามีไม่ว่าง ให้พาครอบครัวมาด้วย ไม่ทราบว่าคุณมีครอบครัวหรือไม่?"
.
.
นันทิชีคิดในใจ ครอบครัว กูก็ต้องมีซิวะ หรือหน้าตาฉันน่าเศร้ามากมาย ถามมาได้

นันทิชี "แต่ถ้าวันที่ 12 กันยายนนี้ เบบี้เอาหัวลง เราก็ไม่ต้องผ่าใช่ไหมคะ"
คุณหมอ "ใช่ๆ"
(มึงก็โดนเจาะเลือดฟรีๆไป)
นันทิชี "เราสามารถรอถึงตุลาคมไม่ได้หรอคะ กำนดคลอดมันตั้ง 5ตุลาคมแหนะค่ะ"
คุณหมอปิดแฟ้ม
"ถ้าเบบี้ไม่เอาหัวลง เลยสัปดาห์ที่ 36 ปกติจะแนะนำให้ผ่าในสัปดาห์ที่ 38 เพราะว่า ################## ก่อนที่จะ ##########
ไม่อย่างงั้นจะ ########### เลย ######## แต่ ###### ก็สามารถ ######### ค่ะ"
.
.
.
.
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด
นันทิชี ฟังออกแต่คำเชื่อมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!

แต่เนื่องจากนันทิชี เป็นคนขี้เกียจฟังอะไรยาวๆ
เลยสรุปกับหมอว่า เออ 12 กันยายนนี้ เอาผัวมาฟังหมอพูด
23 กันยา แอดมิด
24 กันยา ผ่า

ปล. ไม่รู้ผ่ากี่โมง นันทิชี วันที่24กันยายน เวลาดีทุกวินาที!!! เนื่องจากต้องเรียงตามคิวผ่า เลือกไม่ได้ว่าจะผ่ากี่โมงอะไรยังไง แถมคิวที่เท่าไหร่ก็ไม่บอกด้วยค่ะ หมอบอกว่า วันที่มาแอดมิดให้ถามนางพยาบาลหน้าห้องเอาว่าแกได้คิวที่เท่าไหร่

ค่ะๆตามนั้นค่ะๆ

ไว้มาต่อ ตอนผ่าคลอดนะคะ

Thursday, May 21, 2015

โรงพยามารเจแปน vol.3 ของที่ต้องเตรียมไปเข้าโรงพยาบาล

สวัสดีค่ะ

ที่จริง...เขียนไว้แล้ว อัพแล้วด้วย แต่
แต่
แต่เนื่องจากนางสุโดว์เกิดเหตุการณ์ จิ้มผิดชีวิตเปลี่ยน
ทำBlog ที่เขียนไว้หายไปเพียงพริบตาเดียว เพียง1คลิ้กเท่านั้น
เลย…พยายามรำลึกระทึกกันอีกรอบค่ะ

โรงพยาบาลเจแปน ที่นางสุโดว์ไปผ่าคลอด
(เออๆ ที่มันเรียกฉันว่า นันทิชี)
(ใครไม่รู้จักนันทิชี เดี๋ยวเล่าให้ฟังอีกรอบ)
(ประวัติคนไข้ของนาง ปกตินางชื่อ NANTHICHA)
(นางพยามารแม่งพิมพ์ผิดเป็น NANTHICHY)
(อยู่ดีๆชื่อโกอินเตอร์แบบชาวฝรั่ง JENNY MARRY NANTHICHY)

โรงพยาบาลที่นี่ ไม่มีชุดคนไข้ให้นะคะ ต้องเอาไปเองค่ะ
ถ้าใครเคยดูละครญี่ปุ่น ก็จะมีฉากเอาเสื้อผ้าไปซัก ตากกันบนดาดฟ้าโรงพยาบาล
มีคุณหมอมาคุย พบรักกันกับคุณหมอ ไรประมาณนี้อ่ะค่ะ
แต่โรงพยาบาลที่นางสุโดว์ไปผ่า มีoptionเสริม ค่าชุดนอนวันละ100เยน
นางสุโดว์จ่ายค่ะ แค่กูคลอดกูก็แย่แร้น ยังต้องพาร่างไปซักผ้าตากผ้าเองอีก เหนื่อยค่ะ
หลายคนสงสัย แล้วเจแปนนีสมันทำไงของมันกันฟะ
อ่อออออ
มันมีญาติมาเยี่ยมค่ะ พ่อแม่พี่น้อง ทำให้ ไม่ก็เอาผ้ากลับไปซักตากที่บ้านแล้วเอามาเปลี่ยน
แต่ฐานะอย่างเรานะ
เวรี่ โลนรี่ ที่เจแปนนะ
จ่ายค่ะ วันละ300เยนก็จ่ายค่ะ

ก่อนแอดมิด (ที่นี่เรียกเช็คอิน อย่างกับโรงแรมค่ะ) ก็จะมีเอกสาร หนังสื่อคู่มือ(คู่มือการอยู่โรงพยาบาล ได้ตั้งแต่ฝากท้องวันแรกเลย)
เลือกห้องๆ ห้องเดี่ยว ห้องรวม ส่วนใหญ่เลือกห้องรวมกันค่ะ ราคาถูกกว่ากันเกินครึ่ง
ตอนแรกนางสุโดว์ก็จะเลือกห้องรวมค่ะ
ไม่ได้จนหรือประหยัดนะคะ
กลัวผีค่ะ
ผีเจแปน น่ากลัวนะคะ ยิ่งชุดขาวๆ นางพยาบาลนะคะ มันมาแน่ค่ะ
แต่ เนื่องจากนางสุโดว์ผ่าคลอดค่ะ บังคับห้องเดี่ยวค่ะ เซ็งกันไปค่ะ
โรงพยาบาลที่ไทยเป็นอย่างไรไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่เคยป่วยถึงกับพักผ่อนโรงพยาบาลค่ะ
มีให้เลือกอีกด้วยนะ ห้องเดี่่ยว จะเดี่ยวแบบมีห้องอาบน้ำด้วยไหม หรือจะเดี่ยวแบบแม่งมีแต่เตียงกับส้วม แล้วก็ทีวี
ถ้าห้องรวม ทีวีจะเป็นแบบเสียบการ์ด (ต้องไปซื้อการ์ทีวีมาเสียบ) ดูได้แบบเบาๆ เสียบหูฟัง โอ้ยยยยย ท่าทางอึดอัดค่ะ
ก่อนวันเช็คอิน นางสุโดว์ก็ต้องจัดกระเป๋าเตรียมไปโรงพยาบาลค่ะ



1. ผ้าขนหนู (ขนาดแบบผ้าเช็ดผมอ่ะค่ะ) 3-4 ผืน
2. ผ้าเช็ดตัว 1-2 ผืน
3. ชุดนอน (แต่นางสุโดว์เช่าโรงพยาบาลเอาค่ะ)
4. ของใช้ส่วนตัว ยาสระผม สบู่ แปรงสีฟัน ไรพวกนี้
5. ทิชชู่ 1 กล่อง ทิชชู่ต้องเอาไปเองค่ะ ไม่มีให้ ใครลืมบาปค่ะ
6. ผ้าเช็ดหน้า 3-4 ผืน อันนี้ไม่รู้ว่าเอาไปไมเหมือนกัน นางสุโดว์ไม่ได้ใช้ค่ะ เดาว่าเอาไว้ซับน้ำตาตอนลูกคลอดหรือไร ยังเป็นปริศนาอยู่ค่ะ
7. นาฬิกา (ขออันใหญ่ๆหน่อยนะ)!!! จริงค่ะ สำรวจรอบห้องแล้ว แม่งไม่มีนาฬิกาให้กูดูวันเวลาซักกะเรือน
8. ตะเกียบ (เอาไว้ตอนกินข้าวค่ะ) จานชามมีให้นะ แต่ไม่มีตะเกียบให้ กูหละไม่เข้าใจ วันไหนเป็นข้าวต้ม ดันมีช้อนให้ แค่เตรียมตะเกียบเพิ่มให้คนไข้ ทำไม่ได้ค่ะ ต้องเอามาเองค่ะ
9. แก้วน้ำ สำหรับใส่น้ำร้อนดื่ม (ขอแบบแตกยากๆหน่อยนะ) แก้วก็ไม่มีค่ะ โรงพยาบาลที่นี่เสิร์ฟชาร้อนทุกมื้อ ต้องเอามาวางรอให้นางพยามารรินให้ค่ะ แต่เห็นนางพกแก้วกระดาษนะ สงสัยสำหรับจำเป็นๆจริงๆนางถึงจะเอาแก้วกระดาษามาให้ค่ะ
10. สมุดจด ปากกา
11. ไฟฉาย!!! เอาไว้ใช้ตอนฉุกเฉินค่ะ ไม่ฉุกไม่เฉินแล้วค่ะ วิ่งค่ะ ไม่หาไฟฉายนะ กูคว้าเสาน้ำเกลือแล้ววิ่งคนแรกดีกว่าค่ะ
ข้อต่อไปไม่เขียน ไม้พลอง เชือกเงื่อน อุปกรณ์การแสดงรอบกองไฟเลยหละ
นึกว่ามาเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี

ส่วนต่อไปเป็นของที่ต้องใช้เมื่อไปห้องคลอดอ่ะค่ะ ห้องแบบ ปวดตึ้บๆเยอะแล้ว บีบแล้ว ใกล้แล้ว กำลังมาแล้ว ไรงี้ค่ะ แต่นางสุโดว์ผ่า นางไม่มีบรรยากาศนี้ค่ะ


1. รองเท้า เอาแบบสวมเดิน คล้ายๆรองเท้าบรูซลี ไม่ต้องนั่งผูกเชือก เพื่อความรวดเร็วค่ะ ปวดท้องคลอด อะไรๆก็กระทันหันค่ะ ขอให้ไวค่ะ
2. สมุดคู่มือเล่มนี้
3. ผ้าขนหนู
4. ของใช้ส่วนตัว
5. เหรียญ เผื่อหิวน้ำหิวขนม เดินไปหยอดตู้อัตโนมัติเองนะยะ
6. อาหารว่าง เบาๆ เยลลี่ไรพวกนี้
7. น้ำดื่ม
8. สมุดบันทึกแม่ลูก (ใครท้องที่ญี่ปุ่น จะได้ประจำตัวคนละเล่มค่ะ บันทึกตั้งแต่ท้องวันแรก ยันลูกโตเลยค่ะ)

โรงพยาบาลนี้ จะมีนางพยาบาล
(บางทีเรียกพยามาร บางทีเรียกพยาบาล อย่าสับสน มันคือคนๆเดียวกัน)
ถามบ่อยมากกกกกก ว่านางสุโดว์จะเลี้ยงลูกแบบไหน นมแม่ นมชง
นางสุโดว์ขี้เกียจล้างขวดนม จัดไป "นมแม่ค่ะ"
แต่นางไม่ดราม่านมออกไม่ออก "แต่ถ้านมไม่พอ เสริมนมชงได้เลย ไม่ซีเรียสค่ะ"
รีบบอกไว้ตั้งแต่ต้นๆ
แต่
โรงพยาบาลนี้ ส่งเสริมนมแม่ค่ะ
เมื่อเลือกว่าจะเลี้ยงนมแม่แล้ว
เมื่อคุณถอดสายน้ำเกลือ กับสายยาแก้ปวด
(ยาแก้ปวดที่นี่ ไม่ธรรมดา มันแขวนข้างๆขวดน้ำเกลือนะ สายยาจิ้มเข้าที่หลังนะ ไหลเข้าร่างกายตลอดเวลา มิน่ากูไม่ปวด แต่ถ้าปวดหนัก ปวดเว่อร์ แรงบีบมันมา ปวดสุดๆ มีปุ่มกดให้ส่งยาแก้ปวดชุดใหญ่มา ไหลตรงเข้าที่หลังเลยค่ะ)
เมื่อถอดสายทุกสายแล้ว ลูกของคุณจะถูกเข็นมาอยู่กับคุณ 24 ชม. จนถึงวันออกจากโรงพยาบาลเลยค่ะ
มิน่า ตอนกูเลือกเลี้ยงนมแม่ พวกแกยิ้มเลยนะคะ นางพยามาร

หลังผ่า เขายังไม่ให้กินน้ำกินข้าว จนกว่าจะตดออกมา
ตอนแรก นึกว่าฟังนางพยาบาลอธิบายผิด
"ตด"เกี่ยวไรกับข้าวฟะ
นางสุโดว์คาใจ เลยLINEถามเพื่อนหมอ
(ขออวดหน่อย มีเพื่อนเป็นหมอเหมือนกันนะ แต่เพื่อนหมอคนนั้นไม่รู้จักหมอยาชาที่ไปแลกเปลี่ยนที่ศิริราชนะ สงสัยคนละรุ่นนะ)
เพื่อนหมอบอกว่า "เกี่ยว" ตดได้ตดเลย ตรวจว่าลำไส้แกทำงานโอเคไม่กระทบโดนนะ ถ้าขี้ได้แกขี้เลยนะ
.
.
โอ้ววววว ไม่ให้กูแดกไรมาวันสองวัน จะให้กูเอาไรมาขี้ฟะ

มื้อแรก ข้าวต้ม กับไข่เจียว มาเลย ของที่คนไทยห้ามกิน
ขนมปังก็ห้ามกินเดี๋ยวลูกแพ้ เช้าวันต่อมาอาหารจัดมาเลย ขนมปัง
ไม่รู้นะ นางสุโดว์กินเกลี้ยงทุกมื้อนะ หิวนะ ไม่กินมีเดินเซนะ

และแล้วนางพยามารก็เห็นว่านางสุโดว์ตาปรือ ความดันสูงม๊าก คุณหมอจะไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลตามกำหนดถ้านางสุโดว์ยังจะความดันสูงอย่างงี้นะ
นางสุโดว์ก็ถามไป "ความดันสูงเกิดจากไรคะ"
นางพยามาร "อืมมม อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยนะคะ"
.
.
.
ก็แหม่มมมมมมมมม มึงเล่นอินเทนซีฟคอร์สให้กูอยู่กับลูก24ชม. กูจะได้พักได้ผ่อนไหมยะ
นี่ถ้าวัยรุ่นกว่านี้ อาจจะนึกว่าเข้าคอร์สติวเอนทรานส์นะ
กลางคืนๆก็กลัวผี นอนๆหลับๆตื่นๆอีกนะ
นางพยามารคนเดิม วันนั้นมันเข้าเวรดึกด้วย
ดูนาฬิกา (นาฬิกาที่ต้องเอามาเองอ่ะ) ตี1กว่าแระ ลูกก็หลับปุ๋ยๆ ตาดิฉันหลับบ้างนะ
นอนๆ เคลิ้มหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คือเหนื่อยมาก
และแล้ว ได้ยินเสียงกุกๆกักๆ
ยังหลับตาอยู่นะ แต่เหมือนมีลมไรมันวูบๆนะ มีการเคลื่อนไหวผ่านไปผ่านมาผ่านมาผ่านไปนะ
ลืมตาขึ้นมา แทบกรี๊ดเป็นเสียงเพลงฮาเลลูยา
นางพยามาร
มันยืนอยู่ข้างเตียง
ชุดขาวๆตะคุมๆก้มหน้านะ ไฟสลัวๆนะ
หันมายิ้มนะ
นางพยามาร "อยากให้คุณนันทิชีได้พักผ่อน เลยไม่ได้ปลุกค่ะ มาวัดไข้น้องค่ะ"
.
.
.
.
กูอาจสิ้นชีพหัวใจวายเพราะมึงไม่ปลุกกูนี่แหละ อีหวังดี

แล้วก็ยังมีป้าพยาบาลหวังดีอีกคนนึง ชอบชวนคุย ป้าทำหน้าที่ตรวจตัวเหลืองของน้องทุกวัน แล้วก็ป้าสอนอาบน้ำน้อง ป้าเดินมารับถึงห้องเลย ป้าบอกป้าเป็นห่วง
ป้า "อาหารอร่อยไหม กินได้ป่าว"
นันทิชี "อร่อยๆค่ะ"
ป้า "บางทีคนไข้คนจีน กินเหลือเยอะม๊าก บอกไม่ถูกปาก"
นันทิชี "โอ้ยย ปล่อยชายนีสไป นี่ไทยแลนด์แดนสไมล์ อะไรก็กินได้"
ป้า "เออ นี่ๆ มีเรื่องอยากจะถามมานานแระ"
นันทิชี "ถามมาได้เรยค่ะ พร้อมตอบ"
ป้า "เนี่ย สามีป้า ชอบอาหารไทยมากเลยนะ"
นันทิชี "โอ้วววววว"
ป้า "เนี่ยๆป้าทำบ่อย อะไรนะๆ ที่ๆเป็นหมูสับๆ แล้วผัดน้ำมันหอยๆแล้วมีเอาใบกระเพราไปผัดด้วย"
นันทิชี "อ่อๆ กาเพาไร๊สุ (ออกเสียงแบบเจแปนนีส กระเพราะ+RICE)
ป้า "แล้วเนี่ยๆ อะไรนะๆที่ไว้โรยๆ กลิ่นฉุนๆหน่อยๆ"
นันทิชี "อ่อๆ ปักกุชี (ออกเสียงแบบเจแปนนีส ผักชี)"
(นี่มึงเล่นเกมส์ถามตอบอยู่ป่าวเนี่ย ป้ามีไรจะถามรีบถามมา)
ป้า "เนี่ยยยยย ป้าพยายามปลูกผักชีมานานแระ มันไม่แข็งแรงอ่ะ มันเหี่ยวๆ มีวิธีปลูกมะ สอนป้าหน่อยจิ"
นันทิชี "………….."
(กูเคยปลูกแต่ถั่วงอก วิชาวิทยาศาสตร์ตอนป.1 แถบเอาของเจ้ๆไปส่งด้วยไม่ได้ปลูกเอง)
(กูจะรู้ไหมว่าผักชีมันทำไมถึงเหี่ยว)
ก็ได้แต่ทำหน้าตาเสียใจหลอกไปว่า "มันเป็นพืชเมืองร้อน คงต้องทำให้ดินมันอุ่นๆนะ"
รู้แระทำไมป้าถึงมารับถึงห้อง
ป้าอยากรู้ว่าผักชีมันปลูกยังไงงงงงงงงงงงง

สำหรับเด็กนักเรียนที่กำลังจะมาเรียนต่อเจแปน
ควรศึกษาวิธีปลูกผักชีมาด้วยนะคะ
เจแปนนีสแถวนี้เขาคาใจข้างในลึกๆค่ะ

Wednesday, May 13, 2015

ยินดีที่ได้รู้จัก

สวัสดีค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
หายไปหลายวัน
ยังมีชีวิตราบรื่นในเจแปนอยู่ค่ะ
พายุหมายเลข6กระหน่ำเจแปน บ้านนางสุโดว์ไม่สะทกสะท้านค่ะ
(ญี่ปุ่น พายุเข้าตลอดทั้งปี เขาเลยไม่ตั้งชื่อค่ะ จำไม่ได้ เรียงเป็นเลขเลย ง่ายดี)
เนื่องจาก…ตอน ป.4 ไม่ตั้งใจเรียนวิชาคอมพิวเตอร์
และนิสัยเวลาทำข้อสอบ... แปลไม่ได้ อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจ จิ้มมั่วไว้ก่อน
เวปของนางสุโดว์เลยไปสู่สุคติเรียบร้อย
ตอนแรกก็จุดธูปเรียกมันกลับมาอ่ะนะ
ตอนนี้จุดธูปขอให้มันกลับมาเกิดใหม่อยู่ด้วยกันอีกเถอะนะ ทำเวปมันยากจริงๆนางสุโดว์ถนัดพิมพ์นินทาชาวบ้านอย่างเดียวนะ

เฮ้อออออ ช่างมันค่ะ

โพสมาหลายๆโพสมากแร้น หลายคนอาจจะสงสัย นางสุโดว์มันเป็นใครกันฟะ
นางสุโดว์ เกิดที่บางพลัด กรุงเทพแดนสวรรค์
ฝนตกหนักก็น้ำท่วมกับเขาบ้าง เป็นเทรนด์ครึ่งขา บ่นมากไม่ได้เพราะฐานะอย่างเรามิได้อาศัยอยู่บนดอย
(ไม่น่าเสียเงินค่ามอไซด์9บาทไปเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เลย เซ็งเห็ดมาก)
(เซ็งเห็ด เป็นอาการขั้นกว่าของ เซ็งเป็ด)

ชื่อเล่นชื่อ "แนน"
ชาวเจแปนนีสเรียกว่า "นัน"
ตะโกนเรียกกันก็ออกเสียงเป็น "น่านนนนนนนนน"
ไม่ค่อยหันค่ะ ไม่คิดว่านั่นคือชื่อตัวเอง

เป็นลูกครึ่งค่ะ
ครึ่งพุทธ ครึ่งคริสต์ แม่เป็นพุทธ พ่อเป็นคริสต์ ตอนเช้าตักบาตร วันอาทิตย์ไปโบสถ์ค่ะ
(พวกเคร่งศาสนาห้ามบ่นนะคะ ทำดีทำไร อยู่ที่ใจค่ะ)

อายุ…เยอะแล้วค่ะ แต่ยังแทนตัวเองว่า"วัยรุ่น"อยู่ เพราะใจยังว้าวุ่นค่ะ
เอาเป็นว่า...
งืมมม
ยกตัวอย่างเช่น
"คู่กรรม"
โกโบริในดวงใจของนางสุโดว์ ไม่ใช่พี่ณเดช คิโนคุนิยะ
(มันนามสกุลไรฟะ จำได้รางๆว่าเหมือนร้านหนังสือ)
แต่เป็น พี่เบิร์ด แบบเบิร์ดเบิร์ดค่ะ
ฉากแต่งงานกับอังคุลีมาล เอ้ยยยย องคุลีมาล เอ้ยยยยย อังศุมาลิน ไม่ยิ่งใหญ่เท่าพี่ณเดช
เรื่องคู่กรรมช่างมันไปค่ะ มันนานมากแระ

นางสุโดว์เรียนจบมหาลัยรัฐบาล ทำงานรับใช้ชีพตัวเอง1ปี แล้วก็ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ
เรียนจบแล้วก็ทำงานรับใช้ชีพตัวเองอยู่ที่ญี่ปุ่น1ปี
แม่งงงง ใช้งานกูคุ้มมาก ใช้งานกูตั้งแต่10โมงเช้าถึง10โมงเช้าอีก2วัน
(แปลว่าไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง2คืน นอนกันหน้าโต๊ะทำงาน)
นางสุโดว์เลยเห็นแก่ชีวิตตนเอง ลุกออกจากที่นั่ง สับขาไปเคาะประตูห้องเจ้าของบริษัท
"ดิฉันรักเจแปน ชื่นชมความสวยงามของซากุระ บ้านเมืองสวยงาม เทคโนโลจี้ล้ำเลิศ แต่... ไม่อยากตายที่เจแปน...กู...กลับไทยหละนะ"
แล้วก็โบกเครื่องบินกลับมาตั้งหลักที่ไทยแลนด์ใหม่อีกรอบ
บังเอิ๊ญญญญญ บังเอิญ มีคนชวนไปแต่งงานด้วย
เลยกลับมาญี่ปุ่นใหม่อีกรอบ
.
.
.
อธิบายเร็วไปไหมคะ? ยังตามทันนะคะ
สรุปค่ะ "ตามผู้ชายกลับมาที่ญี่ปุ่นใหม่ค่ะ"

ครอบครัวของนางสุโดว์ตอนนี้มี สามี1คน (ถ้ามี2คนเมื่อไหร่จะมารีบอวดเลยนะคะ ตอนนี้1ไปก่อนค่ะ)
แล้วก็ลูกสาว1คน เพิ่งคลอดเมื่อปีที่แล้วค่ะ ตอนนี้..ร่าเริงดี ร้องลั่นบ้าน พูดภาษาไทยด้วยก็ไม่หยุดร้อง พูดภาษาญี่ปุ่นด้วยก็ไม่หยุดร้อง เลยไม่รู้จะคุยกันภาษาอะไรดีค่ะ

ใครกำลังสงสัย"ป้าแมรี่"เป็นใคร มีชีวิตอยู่ช่วงเวลาไหน????
จัดให้ค่ะ อยากแนะนำให้รู้จักกันเหมือนกันค่ะ

ครอบครัวของสามี
(สามีชื่อโทโมะฮิโระ)
(โค้ดเนม "เฮีย")
ครอบครัวของเฮีย มี พ่อ แม่ พี่สาว แล้วก็ เฮีย เป็นลูกคนสุดท้องค่ะ
แต่ตามระบบใจใจของเจแปน ลูกชายคนโต ต้องเลี้ยงพ่อแม่ค่ะ
นางสุโดว์แต่งกับเฮีย อนาคตนางสุโดว์ต้องเลี้ยงพ่อแม่เฮียค่ะ
พ่อของเฮีย เป็นคนมีระบบระเบียบ เข้มงวด เข้มมาก ไม่ผสมน้ำเลย เข้มสุดๆ หน้าที่การงานเป็นหัวหน้าองค์กรใหญ่ม๊าก เงินเดือนหลายล้านเยน
เฮียเคยเล่าให้ฟังว่า วันที่เจอครอบครัวเขาครั้งแรกโน้นนนนนน "พ่อบอกว่าดูเธอว์เป็นผู้หญิงอ่อนแอ"
.
.
.
.
พ่อคะ ดิฉัน "รัก" นะคะ ไม่ใช่ "รบ" นะคะ อ่อนองอ่อนแอไรฟะ
นี่กูมาอยู่ประเทศเพื่อนบ้านซัก5ปีตัวคนเดียวได้ กูฝ่าฟันความโหดร้ายของชาติมึงมาได้ หาว่ากูอ่อนแอ ตุ้ยยยยยยยยยยยยยยย
(นี่แค่คิดในใจค่ะ ไม่ได้เปล่งเสียงออกทางวาจา)
ส่วนคุณแม่ของเฮีย ตื่นเต้นม๊ากกกกกกก กลัวสะใภ้ต่างชาติจะเลี้ยงเขาได้ไม่ดีเท่าสะใภ้เจแปนนีสทั่วไป มีการย้ำถามหลายรอบว่า "แนนจัง รู้หรือป่าวว่าแต่งเข้าบ้านญี่ปุ่นเป็นอย่างไร"
.
.
.
เออน่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เดี๋ยวเราปรับให้มันเข้ากันได้

ส่วนป้าแมรี่ เป็นพี่สาวของพ่อค่ะ
จะให้เล่าครอบครัวของพ่อ ได้อีกหลายเอปิโฉดเลยค่ะ ไล่ตั้งแต่คนแรกเลยละกัน
พ่อมีพี่สาว3คน น้องชาย1คน
พี่สาวคนโต ชื่อ "ป้าคิโยโกะ" เป็นมาม่าซัง snack bar ในโยโกฮาม่า ชีวิตมีแต่เหล้ากับคาราโอเกะ
นางสุโดว์ก็เคยไปร้านของป้าคิโยโกะมาค่ะ
มีแค่เหล้ากับคาราโอเกะจริงๆ
ป้ามีลูกสาว1คน...ชื่อจำไม่ได้แล้ว อาชีพขายประกันค่ะ
ไม่ต้องห่วง 1ครอบครัวต้องมีคนขายประกัน เป็นเหมือนกันทั้งไทยแลนด์และเจแปนค่ะ
เจอกันวันรวมญาติทีไร ต้องส่งออร่าแรงกล้ามาตลอดว่า "ซื้อประกันกับเดี๊ยนแล้วหรือยัง"
นางสุโดว์ปฎิเสธไปเบาๆว่า "กูไม่กะตายที่นี่" เขาเลยเลิกคุยกับนางสุโดว์ไปค่ะ
ส่วนป้าคิโยโกะ ก็ไม่ใช่ย่อยนะคะ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ป้าเปลี่ยนนามสกุลค่ะ
อุ้ยยยยยย ได้ยินนี่นึกว่าแต่งงานใหม่
มิใช่นะฮะว์
ป้าไปจดทะเบียน เป็นลูกคนอื่นค่ะ
ป้า…..แก่มากแล้ว ยังจะไปจดทะเบียนเป็นลูกคนอื่น??????
ป้าหวังมรดกชัวร์ค่ะ ได้ยินแว่วๆมาว่า ร่ำรวยฟู่ฟ่าทีเดียว คงลูกค้าที่ snack bar ของป้าอ่ะค่ะ
คราวนี้ก็ลุ้นต่อว่า "ป้า" หรือ "เขาคนนั้นที่รับป้าเป็นลูก" ใครจะสิ้นชีพก่อนกันนะ

ป้าคนที่สอง "ป้า…."ลืมชื่อป้าไปแล้วค่ะ
ป้าคนนี้ ขายตรงค่ะ
ไม่ต้องห่วง ทุกชาติต้องมีญาติขายตรงค่ะ เครื่องสำอาง ลดความอ้วน ป้าจัดมาครบทุกครั้งวันรวมญาติค่ะ
ป้าพยายามสบตา ส่งสายตาให้กันปิ้งๆทุกครั้ง เนียนมานั่งข้างๆบ่อย
นางสุโดว์เลยต้องปฎิเสธไปเบาๆอีกรอบว่า "กูใช้มาดามเฮงอยู่ สบู่แม่งดีเว่อร์ มึงจะลองใช้ไหม เดี๋ยวจัดชุดใหญ่ให้ได้นะ"
ตั้งแต่นั้น ป้าก็ไม่คุยกับนางสุโดว์อีกเลยค่ะ

ป้าคนที่สาม มาแล้วค่ะ ดาวเด่นของเรา "ป้าแมรี่"
ชื่อจริง "มาริ"
ชื่อเล่น มาริจัง
(ชื่อเล่นยาวกว่าชื่อจริงอีก กูละเบื่อ)
โค้ดเนม "ป้าแมรี่"
ป้าแมรี่ สนิทกับครอบครัวสุโดว์มากที่สุด เพราะป้าเลี้ยงพี่สาวและเฮียมา เรียกว่าเป็นแม่บุญธรรมได้เลยค่ะ วันที่ป้ารู้ว่าเฮียจะแต่งงานกับนางสุโดว์ ป้าคัดค้านสุดใจค่ะ
ป้าบอกว่า "เธอจะไม่มีทางมีความสุขกับการแต่งงานครั้งนี้!!!!" โอ้ยอย่างกับละครน้ำเน่า
"แต่งงานกับคนฟิลิปปินส์ ระวังโดนฆ่าหรอก" พอฟังเหตุผลป้า เบื่อทันที
เมื่อก่อน มีจริง คดีแบบ แต่งงานกับชาวฟิลิปปินส์แล้วก็โดนฆ่าหมกบ้านชิ่งเอาเงินไป หรือไม่ก็แต่งเพื่อเอาวีซ่า เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แต่นั่น "ฟิลิปปินส์"ไง ป้า….คิดว่า ไทยแลนด์คือฟิลิปปินส์
เบื่อมะ ต้องพากันไปเรียนวิชารอบโลกอีกรอบ
เมื่อก่อนป้าทำร้านเหล้าอยู่กับสามีเหมือนกัน สามีเป็นเชฟญี่ปุ่นชื่อดังแถบๆโยโกฮาม่า
แต่ร้านไปไม่รอด ปิดร้านหนีหนี้บิลค่าเหล้าเหมือนกัน
ตอนนี้เปิดร้านอยู่ที่ "คามากุระ" ใช้ชื่อคนอื่นเปิด เจ้าหนี้คงเบื่อที่จะตามหาแล้ว
ร้านนี้ไม่ธรรมดา ตอนที่นางสุโดว์ไปเจอป้าแมรี่เป็นครั้งแรกก่อนแต่งงาน
ป้า จัดชุดใหญ่ให้ ป้าเสิร์ฟ "เนื้อปลาวาฬ"
สามีป้า (ชื่อยัดจัง) บอก วันนี้ได้เนื้อดีมาเลย ต้องโดน
โดนกันไป แบบไม่ผ่านความร้อนให้ด้วยค่ะ เสิร์ฟสดเนื้อปลาวาฬ
แม่ของนางสุโดว์ (โค้ดเนม พี่ยุรี คุมซอย65อยู่) เคยบอกไว้ว่าห้ามกินเนื้อวัว เป็นสัตว์ใหญ่
คราวนี้นางสุโดว์โดนสัตว์ใหญ่ม๊ากกกกกกกกกกก หวังว่าแม่คงไม่โกรธ
เนื้อแดงมาก แดงแบบไม่มีสีอื่นมาปนเลย
ตะเกียบไม้ที่คีบเนื้อนะ แดงติดมาด้วยเลย
(ไม่อยากระลึกถึงวันระทึกเหล่านั้นเลย)
จัดมาจานที่สอง "ตับปลานึ่ง"
ใครกำลังกินวิตามินน้ำมันตับปลา ไม่ต้องนะคะ ช้าไป เรากินเข้าไปเลยเร็วกว่าค่ะ
ป้าแมรี่บอกว่า นี่มันคือ "เจแปนนีส ฟัวกรา"
ไม่ฟงไม่ฟัวแล้ว รสชาติเศร้ามาก เวรี่ๆแซ่ด
จานที่สาม ไส้ปลาดอง
.
.
.
ใครอยากไปชิมอาหารญี่ปุ่นแท้ๆดั้งเดิม ติดต่อหลังไมค์ได้เลยนะคะ จัดแผนที่ให้ค่ะ
เห็นคนไทยชอบไปเที่ยวกันเองที่ญี่ปุ่น ใครโฉบไปคามากุระ ควรแวะไปทักทายป้าแมรี่นะคะ ป้าคุมซอยอยู่เช่นกันค่ะ

(ปล.ป้าแมรี่ก็เคยจะพยายามพยายามพยายาม ไปจดทะเบียนขอเป็นลูกของคนรวยๆคนนึงเหมือนกันค่ะ แต่ไม่สำเร็จ ทะเลาะกันไปซะก่อน …. วิธีรวยทางลัดของที่นี่คือจดทะเบียนเป็นลูกหรือไงนะ)

คนต่อไป น้องชายพ่อ "ฮิเดโทชิ"
เป็นคนเดียวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย พ่อของเฮียเป็นคนทำงานส่งค่าเรียนให้ค่ะ
แต่…แต่งงานเข้าบ้านผู้หญิง เปลี่ยนนามสกุลเสร็จเรียบร้อยเลย
บ้านผู้หญิงรวยค่ะ ตระกูลคุณหมอ
มีลูกสาวสองคน เรียนหมอ กับเรียนเภสัช
ปัจจุบัน ไม่คุยกับลุงฮิเดโทชิค่ะ เพราะคิดว่า เงินทั้งหมดที่ใช้อยู่นี่เป็นเงินฝั่งบ้านแม่
โอ้ยยย บ้านนี้ก็ดราม่าอย่างกับละครน้ำเน่าอีกครอบครัว

จบการแนะนำ(ตัวละคร)ฝั่งครอบครัวสุโดว์ค่ะ
คราวหน้ามาต่อครอบครัวฝั่งแม่ของเฮียนะคะ

Thursday, March 19, 2015

สวัสดีทุกท่าน อีกครั้ง

สวัสดีค่ะ

โอ้ย ห่างหายไปน๊านนาน จนคอมพิวเตอร์เป็นที่เก็บฝุ่น
(อ่อ นางสุโดว์ยังคงใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ค่ะ)
(ไม่ iphone)
(ซื้อ iPad มาใช้แล้วเหมือนกัน แต่พิมพ์ไม่ทันใจวัยรุ่น จิ้มทีนิ้วชี้จะหักเอา เม๊าท์ไม่ทันใจค่ะ)

เนื่องจากนางสุโดว์ คลอดเด็กหญิงยูว์ริ อย่างปลอดภัย
(ชื่อจริง ยูริ โค้ดเนม ยูว์ริ)
(อย่าสับสนกับ ยุรี คนนั้นคือเจ้คุมซอยโรงฟิล์ม ย่านบางพลัด)

เลี้ยงลูกคนแรก เลี้ยงคนเดียว ไม่ธรรมดา
คิดถึงแรงงานพม่าขึ้นมาทันใจ
เมื่อก่อน เคยไม่ชอบแรงงานพม่า กลัวมันจะมาปล้น เหมือนตอนที่มันมาตีกรุงศรีอยุธยา
(มึงก็กลัวเกินไปป่าววะ)
(ช่วยไม่ได้ ผู้หญิงหลังคลอดลูก ฮอร์โมนมันไม่มั่นคง)
แต่ตอนนี้ จุดนี้ อยากจะขอซัก 5 แรงงานพม่า
ขอแบบมี Passport ด้วยนะ ทำวีซ่ามาเจแปนด่วนๆ

วันนี้เลยขอย้อนนนนนนนน เล่าไปถึงตอนคลอด ตอนหมอผ่าคลอดดีกว่า
ย้อนยาวไปนิด 6เดือนเอง

โรงพยาบาลเจแปน มีระบบระเบียบชัดเจน
จะแอดมิดเข้าห้องพักรอผ่า มาก่อนไม่ได้ ผิดนะคะ
ต้องไปให้เป๊ะๆ บ่ายสอง
(นี่มันโรงแรมหรืออะไร check in บ่ายสอง)
เนื่องจากเป็นวันธรรมดา เฮียโทโมะทำงาน ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล
ไม่เป็นไร นางสุโดว์สามารถ เรียกแท๊กซี่มารับที่บ้าน แล้วก็ไปโรงพยาบาลเองได้
(แท๊กซี่นี่ใช้ประจำ ระบบมันเว่อร์ แค่โทรไปยังไม่ทันจะสวัสดีทักทาย มันถามว่าให้ไปรับหน้าบ้านเดี๋ยวนี้เลยไหม คุณสุโดว์)

ไปถึงแล้วนางพยาบาลก็มาบอกว่า คิวนางสุโดว์พรุ่งนี้นะ คิวที่4นะ
เริ่มผ่ากันตั้งแต่เช้า คนละประมาณ2ชั่วโมงนะ อืมมมมมมมมมม คุณสุโดว์ก็คงจะประมาณๆเที่ยงๆค่ะ

ได้ยินแค่นี้ นางสุโดว์ก็รีบเมลบอกทุกคนว่าพรุ่งนี้ฉันผ่าเที่ยงๆนะคะ มาให้ถูกนะคะ
โอ้ยยยยยยยยย กว่าจะได้เข้าห้องผ่า โน้นนนนนน 5โมงเย็นโน้นนนนนนนนนนนน
รอจนมดลูกเคือง

พ่อเฮีย แม่เฮียก็มาแล้ว
ป้าแมรี่ก็มาแล้ว
(ไม่รู้ป้ามาทำไร ป้าบอกว่าอยากเห็นหน้าหลาน แต่ดูถุงที่ป้าถือเป็นถุงปลาไหล)
(เมืองที่นางสุโดว์อยู่ ปลาไหลอร่อยขึ้นชื่อ เดาว่าที่ป้ามาเพราะป้าอยากแทะปลาไหล)
เฮียทนไม่ไหว ไปถามนางพยามารว่าทำไมไม่ผ่าเมียกูซักกะที
ได้ใจความมาว่า เป็นคิวที่ "5"
เฮ้้ยยยยยย โดนแซงเด่ะ เมื่อวานบอก4 อย่ามามั่ว
นางพยามารไปตรวจเอกสารคิว ยังไงยังไงก็ 5 นะคะ ไม่ 4
คำตอบจากนางพยามารที่นี่ไม่ธรรมดา คิดได้ ให้โล่ห์สุดๆ
"สงสัยนางพยาบาลคนเมื่อวานบอกว่า เป็นคิวที่4 นับจากคนแรก ถือว่าเป็นคิวที่5ค่ะ"
.
.
.
.
.
.
คนปกติไม่พูดอย่างงั้น
กูเบื่อภาษาญี่ปุ่น อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาอาหรับจริงๆ

ตอนซัก5โมงก็มีนางพยามารมาเข็นนันทิชีไปจากห้อง
เฮียยืนโบกมือให้
ที่นี่ระบบดีมากกกกกกกก ห้ามญาติออกจากห้องพัก

ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ไทยเป็นอย่างไร ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล
แต่นี่หน้าห้องผ่าตัด นางพยาบาล ผู้ช่วย ผู้ผ่า ผู้จิ้ม ผู้ถือสายน้ำเกลือ มาแนะนำตัวทีละคน ทุกคน โชว์ป้ายชื่อให้ดูด้วย อย่างกับดิฉันจะอ่านออก กว่าจะแนะนำตัวกันเสร็จ ผ่านไป15นาทีได้ กูลืมไปแระว่าจะผ่าคลอดกันวันนี้

เริ่มด้วยการฉีดยาชา บล๊อคหลัง
"สวัสดีครับ ผม $%#)$("0&( ทำหน้าที่ดูแลและบล๊อคหลังครับ" พร้อมโชว์ป้ายชื่อ
โอ้ยยยยยย ยังจะแนะนำตัว ทุกคนก็ปิดปากปิดจมูก ใส่หมวก กูเห็นแต่ตา2ข้างมาจะ10กว่าคนแระ จะจำได้ไหมยะ

เออๆ จะฉีดก็ฉีด รีบๆหน่อย เดี๋ยวดิฉันหลับ
เขาจับนันทิชานอนตะแคงซ้าย
โอ่ววววววว เผลอมองไปที่พื้น
เจอ
คราบเลือดดดดดดดดดดดด
(ของคนที่แล้วหรือป่าวไม่รู้ แต่ช่วยเช็ดให้สะอาดกว่านี้ได้ไหมมมมมมมม)

บล๊อคเสร็จ ชาทันใจ นันทิชาโดนนอนขึง กางแขนเป็นไม้กางเขน โดนมัดแขนไม่ให้ขยับด้วยนะ
ปิดผ้าไม่ให้เห็นท้องแระ สงสัยจะผ่าแระ
อืมมมมมมมมมม
อยู่ดีๆ มีเสียงเพลงเด่ะ
โรงพยาบาล เปิดเพลงให้ฟัง.....
เพลง EXILE วัยรุ่น แดนส์กระจุยกระจาย
นอนฟังเพลงไปซักพัก ถามหมอว่า "จะเริ่มผ่าเมื่อไหร่คะ"
หมอคนเดิม
(จำหมอคนเดิมที่เล่าให้ฟังได้ป่าว หมอหน้าตาเย็นชา ที่ชอบตอบคำถามแบบ "แค่นี้กูก็รู้ฟะ")
หมอคนเดิม หันมา ส่งสายตาเซ็งใส่นันทิชี
"ตอนนี้ผ่าอยู่ค่ะ"

เอ๊าาาา ก็พวกมึงฉีดยาชากู กูจะรู้ไหมว่ากรีดแล้ว
ถ้ากูรู้สิแปลกกกกกกกกก
ระหว่างนั้น หมอยาชาก็ยื่นหน้ามา ส่งสายตาสุดตี่มาให้ชวนหาลูกตาดำจริงๆ

หมอชวนคุย
"สวัสดีครับ ผมเคยไปประเทศไทยมาด้วยแหละ"
.
.
.
.
.
มาชวนคุยอะไรตอนเน้
เนื่องจากดิฉันไม่มีอะไรทำเลยต้องคุยกับมัน หนีไม่ได้ โดนผึ่งอยู่
"อ่ออออออ ส่วนไหนของไทยคะ"
หมอยาชา "กรุงเทพครับ ผมไปเรียนแลกเปลี่ยนมา"
นันทิชี "โอ้ววววววววว"
หมอยาชา "ที่….ศิริราช ไม่สิๆ มหิดล"
นันทิชี "อ่อออออ ที่เดียวกัน"
หมอยาชา "ผมพักที่แถว วิคุตอรี่ โมนาเม้นโตะ"
นันทิชี "อ่อออออ เสาวรีย์"
หมอยาชา "แล้วผมก็ไปประจำที่โรงพยาบาลแถบภาคเหนือ ชื่อ $)%#()$(&"0#$)&0#"
นั่นแหละ กูฟังไม่ออกแล้วว่าโรงพยาบาลชื่ออะไร
และแล้วก็มีนางพยามารมาช่วยตัดบท
"ขาออกมาแล้วค่ะ"
.
.
.
ขาออกมาแร้ววววววววววว ไม่รู้สึกอะไรเลยยยยยย
ซักแป๊ปปปปป ก็ได้ยินเสียงเบบี้ร้อง โอ้ยยยยยยยย จุดนี้ต้องดราม่าน้ำตาซึม ซึ้งจับใจ ลูกคนแรกกกกก
แต่
โรงพยาบาล เปิดเพลง "แฮปปี้เบิร์ดเดย์" ให้ฟัง
น้ำตากูหายเลย กูขำเพลง

แล้วหมอเด็กก็เอาเบบี้มาวางไว้ที่หน้าอก
โรงพยาบาลนี้ใช้ระบบ คันคารู แคร์
(จิงโจ้ เจแปนเรียก คันคารู)
(กูหละเบื่อภาษาต่างชาติของเจแปนจริงๆ คันคารูกันไป)
เด็กแรกเกิดต้องมานอนบนหน้าอกกี่นาทีๆของมันก็ไม่รู้เพื่อให้เบบี้รู้สึกปลอดภัยอะไรซักอย่าง ฟังอธิบายไม่ออกเท่าไหร่ แต่เอามานอนก็ดีจะได้เห็นใกล้ๆ
แล้วไหนหละที่สัญญากันไว้
นางพยาบาลสัญญากับดิฉันไว้ว่า "ตอนนี้ต้องถอดแว่นของคุณสุโดว์ก่อนนะคะ ปลอดเชื้อโรคค่ะ ใส่ถุงกันเชื้อโรคแขวนไว้ที่หัวเตียงนะคะ และเมื่อเบบี้ออกมาแล้วจะรีบใส่แว่นให้คุณสุโดว์เลยนะคะ จะได้เห็นเบบี้ชัดๆ"

ตอนนี้ไม่มีใครสนใจจะใส่แว่นให้กูเลย ไอ้นางพยาบาลที่ทำหน้าที่เป็นพี่ดีเจเปิดแผ่น ช่วยมาหยิบแว่นใส่ให้กูก่อนได้หรือไม่?

จนเขาเข็นดิฉันขึ้นกลับไปที่ห้องก็ยังไม่มีใครใส่แว่นให้กูเลยยยยยยยย

กลับไปที่ห้อง พ่อ แม่ เฮีย ป้าแมรี่
แอบนั่งกินเบียร์กัน
กูหละเบื่อ

พอเขาเข็นเบบี้มาก็ลืมดิฉัน ไปแชะรูปเบบี้กัน
นันทิชาเอากล้องโอลิมปัสสุดจ๊าบไปให้เฮียถ่ายรูปเบบี้ให้หน่อยเด๊ะ เอาเจ๋งๆสวยๆเลยนะ
เฮียได้แต่สะพายกล้องไว้ที่คอ แล้วก็หันมาบอกว่า "ใช้ไม่เป็น"
แล้วก็หยิบ iPhone มาแชะรูป
.
.
.
.
เฮ้อออออ
แต่คลอดปลอดภัยเป็นโอเค

24 กันยายน ปี2014

Tuesday, September 2, 2014

โรงพยามาร เจแปน


สวัสดีค่ะ

วันนี้มาอัพเดทพุงของนางสุโดว์
เมื่อวันศุกร์ที่............(ค้นปฏิธินอยู่)
เมื่อวันศุกร์ที่29สิงหาคมที่ผ่านมา หมอนัดเพิ่ม เพื่อดูว่าเบบี้กลับหัวแล้วหรือยัง
จำได้รางๆว่า ครบสัปดาห์ที่34
อุลตร้าซาวน์ออกมาแร้น
คุณนายยังไม่กลับหัวค่ะ
แถมยังโบกมือไปมาทักทายจากในท้องด้วย
เอามือบังหน้าอีก
ไม่สามารถแชะรูปใบหน้ากลมๆออกมาอวดชาวบ้านได้
กวนตีนจริงๆ

เคยมีพระ
(ที่คนอื่นเขานับถือกันอ่ะนะ นันทิชาก็เลยนับถือกับเขาด้วย ไม่เชื่อไม่หลบหลู่ว์)
พระท่านบอกมาว่า "นันทิชา ไม่ควรมีลูก"
.
.
.
อ่าฮ๊ะ???

เพราะว่า นันทิชา ได้ทำบาปทำกรรมไว้กับพี่ยุรีเยอะม๊ากกกกกกกกกก
ให้เขียนเรียงความลงกระดาษฟูนสะแกร๊บ ลิสรายการลงกระดาษเอสี่ 8รีมก็ยังไม่พอ
พระบอกว่า "เธอว์ทำไว้เยอะม๊าก ลูกเธอว์ออกมาก็จะทำกับเธอว์อย่างงั้น"

เนื่องจากนันทิชา เป็นคนมองโลกในแง่ดี
แปลว่า....เรายังสามารถจับทางลูกมันทัน เพราะมันน่าจะมามุกเดียวกับเรา
ว่ะฮ่ะฮ่ะ
เฮ้ออออออ อย่างน้อยเราก็กินเหล้าแต่ก็ไม่ได้เมายา
จะเลี้ยงลูกให้ลูกแม่งกินแต่น้ำเปล่าคงไม่ได้หรอก โลกสวยๆใบนี้
ช่างมัน

ก็ทำใจแล้วว่าลูกคงกวนตีน
แต่ไม่คิดว่ามันจะกวนตีนตั้งแต่ในพุง
คุณหมอบอกว่าให้กลับหัวได้แร้น
คุณนายก็ยังหัวสูง ไม่ขยับไปไหน

คุณหมอเลยสรุปให้ รวดเร็วทันใจ

คุณหมอ
(คนเดิมแหละ คนที่...ชอบมองด้วยหางตา ส่งความหมายว่า "ทำไมมึงไม่ถามgoogleก่อนมาถามกู")
คุณหมอ "คุณสุโดว์ เบบี้ไม่ยอมเอาหัวลง เราคงจะต้องผ่าพุงคุณ"
นันทิชี "ค่ะ ผ่าก็ได้ค่ะ"
คุณหมอเปิดแฟ้ม พลิกกระดาษไปๆมาๆ "โรงพยาบาลห้องว่างวันที่ 24 กันยายนนี้ วันพุธ วันนี้เลยเนอะ"
นันทิชี "อ่าฮ๊ะว์???"
คุณหมอ "เดี๋ยวจะให้ไป x-ray ปอด เจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเพื่อดูความพร้อมว่าคุณสุโดว์สามารถรับการผ่าตัดได้หรือไม่ แล้วมาฟังผลวันที่ 12 กันยายนนี้นะคะ ให้คุณสามีมาด้วยนะคะ ถ้าคุณสามีไม่ว่าง ให้พาครอบครัวมาด้วย ไม่ทราบว่าคุณมีครอบครัวหรือไม่?"
.
.
นันทิชีคิดในใจ ครอบครัว กูก็ต้องมีซิวะ สามีกูไง แสรดดดดดดดด ถามมาได้

นันทิชี "แต่ถ้าวันที่ 12 กันยายนนี้ เบบี้เอาหัวลง เราก็ไม่ต้องผ่าใช่ไหมคะ"
คุณหมอ "ใช่ๆ"
(มึงก็โดนเจาะเลือดฟรีๆไป)
นันทิชี "เราสามารถรอถึงตุลาคมไม่ได้หรอคะ กำนดคลอดมันตั้ง 5ตุลาคมแหนะค่ะ"
คุณหมอปิดแฟ้ม
"ถ้าเบบี้ไม่เอาหัวลง เลยสัปดาห์ที่ 36 ปกติจะแนะนำให้ผ่าในสัปดาห์ที่ 38 เพราะว่า ################## ก่อนที่จะ ##########
ไม่อย่างงั้นจะ ########### เลย ######## แต่ ###### ก็สามารถ ######### ค่ะ"
.
.
.
.
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด
นันทิชี ฟังออกแต่คำเชื่อมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!

แต่เนื่องจากนันทิชี เป็นคนขี้เกียจฟังอะไรยาวๆ
เลยสรุปกับหมอว่า เออ 12 กันยายนนี้ เอาผัวมาฟังหมอพูด
23 กันยา แอดมิด
24 กันยา ผ่า

จบ

จึงเรียนมาเพื่อแซ่บ
24 กันยายนนี้นะคะ

นันทิชี ไม่หวังว่าเบบี้จะเอาหัวลงแระ

ปล. ไม่รู้ผ่ากี่โมง นันทิชี วันที่24กันยายน เวลาดีทุกวินาที!!!

Tuesday, August 26, 2014

ป้าแมรี่ฤดูร้อน ตอน เจอป้าแมรี่ตัวจริง


สวัสดี

เนื่องจากหยุดฤดูร้อนที่ผ่านมา
นันทิชาได้มีโอกาสพบป้าแมรี่ที่แสนจะคิดถึง

เป็นธรรมเนียมของบ้านสุโดว์หรือป่าวไม่ทราบแน่ชัด
แต่เจอกันทีไร ป้าต้องพาไปกินของอร่อยๆ
ของอร่อยๆของป้านะ ไม่ใช่ของคนธรรมดาทั่วไป

แต่คราวนี้นันทิชาท้องเบบี้8เดือน
ไม่สามารถตามใจป้าได้แล้ว ว่ะฮ่ะฮ่ะ
ป้าเลยถามมาว่านันทิชาอยากกินอะไร

นันทิชารีเควส อาหารเบสิคสามัญชนสุดๆ "เทมปุระ"
อะไรที่ทอดด้วยแป้งเทมปุระ นันทิชาอยากกิน
(ตอนแรกก็กลัวจะเป็นเนื้อปลาวาฬเทมปุระ แต่คงไม่มีม๊างงงงง)

ป้าบอกว่า "ได้เลยคราวนี้พาไปกินร้านดัง"
.
.
.
.
ที่เล่ามาทั้งหมดข้างบน เป็นบทสนทนาในมือถือ

ตอนแรกป้าแม่งนัดบ่ายโมง
นันทิชาบอกคุณสามี เปลี่ยนเวลาด่วน บ่ายโมง นันทิชาไม่ไหว กูอยากแดกเทมปุระตอน11โมง

วันจริง
นัดกัน11โมง
ป้ามาตรงเวลาเป๊ะๆ เป๊ะสุดๆ
เห็นป้าไกลๆ
ป้ากำลังข้ามถนนมา
ป้า
ป้าแมรี่
ป้า
ป้า
ป้าแม่งใส่เสื้อแบบเดียวกับที่นันทิชามี
สีเดียวกันเลย เหมือนกันเด๊ะๆ
แสรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

โชคดีกูไม่ใส่มาวันนี้
นันทิชาได้แต่เก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ ไม่บอกใคร
เสื้อป้าตัวนี้ ซื้อ Uniqlo แน่นอน นันทิชามั่นใจ
มีให้เลือก3สี เสือกซื้อสีเดียวกันอีก กูละกลุ้มใจ
รสนิยมฉัน ได้รับการรับรองจากป้าแมรี่!!!

ป้าพาไปร้านเทมปุระแบบเคาเตอร์
อย่างหรู พอประมาณ
(ที่ญี่ปุ่น อะไรเป็นเคาเตอร์ๆ ทำอาหารต่อหน้า ถือว่ากรี๊ด แชะรูปอวดได้ระดับนึง)
คราวนี้ก็เป็นคุณกุ๊กมาทอดเทมปุระต่อหน้า
ยอมรับ อร่อยจริง
รักป้าขึ้นมาทันที
พนักงานมาถามออร์เดอร์น้ำ
(ไม่รู้ทำไม เจแปน ยังไงก็ต้องสั่งซัก1ดริ๊ง พอเป็นพิธี ใครไม่เหล้าไม่สาเก ก็สั่งไป ชาอูหลง)
ป้าสั่งให้เสร็จสรรพ
ป้า "โทโมะฮิโระ เบียร์ใช่ไหม"
โทโมะ "ใช่ๆ เบียร์สด"
ป้าหันไปสั่งพนักงาน "เบียร์สด 2 นะ เอ๊ะ แป๊ป"
แล้วป้าก็หันมาทางนันทิชา
(โทโมะแสบมาก ให้ฉันนั่งกลาง ติดกับป้าแมรี่)
ป้าแมรี่ "แนนจัง เบียร์ด้วยป่าว?"
.
.
.
ป้าช่วยมีวิจารณญานเหมือนคนทั่วไปนิดนึง กูท้องนำนมอยู่เนี่ย!!!
แต่เนื่องจากพี่ยุรี สอนกริยามารยาทให้กับนันทิชามาอย่างดี
นันทิชาได้ปฏิเสธไปเบาๆว่า "ขอชาอูหลงแทนนะคะ"
(พี่ยุรี คือ มารดาของนันทิชาเอง)
(ชื่อจริงชื่อมยุรี)
(ชื่อเล่น ยุรี)
(โค้ดเนม พี่ยุรี)

และแล้วโทโมะก็คุยกับป้าแมรี่
ว่า
เนี่ยยยยยยย แนนจัง มีเสื้อเหมือนป้าแมรี่วันนี้เด๊ะๆ
.
.
.
ผู้ชาย เมื่อแต่งงานด้วยกันแล้ว มักจะทำอะไรไม่สบอารมณ์ภริยา

ป้าทำหน้าตาตกใจม๊าก "เหมือนกันเลยหรอ"
นันทิชา "เหมือนตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยค่ะ"
ป้า "แนนจัง ซื้อมาราคาเท่าไหร่"

อ๊ะๆ นันทิชา ซื้อลดราคา เหลือ 990เยน ถ้าบวกภาษีอีก8%มันก็ได้เป็นราคาสุดถูก 1069 เยนเองจะเฟ้ยยยยยย
คราวนี้ป้าไม่สามารถหยามนันทิชาได้แน่นอน
กูซื้อลดราคาแล้ว กูไม่น่าจะแพ้

นันทิชา "ประมาณพันเยนหน่อยๆค่ะ"
ป้าส่ายหัว "ไม่ได้นะแนนจัง ต้องหัดซื้อของให้เป็นนะ ไม่งั้นเปลืองแย่เลย"
.
.
เอ๊ะ หรือว่าป้า...

ป้า "ตัวเนี้ยะ เหลือตัวเดียวในร้าน ราคา500เยนเอง"
.
.
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด
ป้าแม่งไปคุ้ยในกะบะหัวมุมลดราคาของ uniqlo
ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเหมือนกันหรือป่าว
แต่ถ้าที่ญี่ปุ่น ตามหัวมุม ตามหลืบๆ จะมีกะบะลดแบบโละสุดๆ 500เยนอยู่
จะถูกคุ้ย และบางตัวจะถูกแกะออกจากถุงบ้างไรบ้าง คือ แม่งเหลือตัวเดียวในร้านจริงๆ
ป้า ได้เสื้อตัวนี้ มาจากจุดนั้น
นันทิชา พ่ายแพ้แบบเต็มๆ

ป้าทำหน้าตาภูมิใจมาก เพิ่งกินไปแค่สิบนาที ป้าเบิ้ลเบียร์แก้วที่สองแล้ว
ตามด้วยสาเกอีก1ขวด
แล้วก็คุยเรื่อง แมวที่ป้าเลี้ยง
ป้าประหยัดซื้อเสื้อแค่ตัวละ500เยน แต่พาแมวไปฉีดวัคซีนเข็มละ 3หมื่นเยน
สาธุป้าจริงๆ

กินเสร็จแล้ว ป้าจ่ายเงินตัวปลิวเลยยยยยยย
(แต่ที่แพง นันทิชาวิเคราะห็แล้ว มันแพงที่เบียร์กับเหล้าที่มึงกิน พวกกูไม่ผิด)

แล้วโทโมะกับนันทิชาจะไปซื้อกระเป๋าสตางค์
โทโมะจะซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดนันทิชา
ป้าตามไปด้วย!!
ป้าบอกว่า เดินเล่นนิดๆหน่อย แล้วเดี๋ยวไปต่อคาเฟ่กัน
(ธรรมเนียมเจแปนนีส แดกเสร็จต้องซดกาแฟที่คาเฟ่ต่อ ไม่รู้ทำไม)
อยากตามก็ตามมา
พอดีนันทิชาไปเลือกกระเป๋าตังส์ไว้แล้ว แล้วพนักงานบอกว่าให้มาซื้อวันนี้จะแถมตุ๊กตาหมี1ตัว
ซึ่งนันทิชาไม่อยากได้เท่าไหร่ แต่ทุกคนในวันนั้น (พ่อ แม่ของโทโมะ และ โทโมะ คิดว่านันทิชาอยากได้)
เลยต้องจองแล้วค่อยมาซื้อวันนี้
พอป้าเห็นกระเป๋าตังส์ใบที่นันทิชาจองไว้
ป้ากรี๊ดดดดดดดด
ป้า "แนนจัง!!! กระเป๋าสวยยยยยนะ"
นันทิชา "หรอคะๆ สีสวยไหมคะ"
ป้า "อืมมมมม แต่นี่สีแดงนะ"
นันทิชา "ฮ๊ะ??"
ป้า "กระเป๋าสตางค์สีแดง มีเงินเข้าแต่เก็บเงินไม่อยู่ เงินออกตลอดนะ ไม่ดี!!"
.
.
.
นันทิชา ป้าอย่ามาเยอะ "ป้าคะ นี่สี มาเจนต้าค่ะ ไม่ใช่สีแดง"
ป้า "ฮ๊ะ? สีอะไรนะ"
นันทิชา "มาเจนต้า ไม่ใช่สี เร้ด ป้าอย่าเอามาปนกัน"
(ค่า C0 M100 Y0 K0 ป้าอย่าเยอะ นันทิชาละเอียดกว่า)
ป้า "อ่าวหรอ ไม่ใช่ เร้ด หรอกหรอ งั้นแล้วไปๆ ตาคนแก่ อย่าว่ากัน"

ชิชะชิชะ นันทิชาเชื่อเรื่องดวงเหมือนกันนะยะ ดวงเจแปน กับดวงไทยแลนด์ไม่เหมือนกันเฟ้ย
เคยดูดวงแล้วมีคนบอกว่า นันทิชาต้องใช้กระเป่าตังส์สีชมพู
ไม่รู้จริงหรือ่ปาว
แต่นันทิชาซื้อสีมาเจนต้า

ว่ะฮ่ะฮ่ะ

สรุป ตั้งแต่ใช้กระเป๋าตังส์ใบนี้ เงินไม่ออกนะคะ
เพราะ......ไม่มีเงินใส่เข้า
เศร้าเลยนันทิชา